Boy Plus
♥ Part 23: อะไรๆก็ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว (จบPart)


“แม็ก....มายืนทำอะไรอยู่ตรงนี้ ไม่ได้ไปส่งต้าร์เหรอ?”
น้าเหมียวไม่รู้เดินมาจากไหน แกคงมาเดินตรวจหอเหมือนเคยๆ ก็มาเห็นผมยืนเก้ๆกังๆอยู่หน้าห้องไอ้ต้าร์

“ส่ง?!?...ต้าร์ไปไหนครับ? ทำไมผมไม่เห็นรู้เลย”
“อ้าว!กายไม่ได้บอกเหรอว่าต้าร์จะไม่อยู่ นี่ก็เพิ่งลงไปส่งกันอยู่ข้างล่างอยู่นี่นา....แล้ว............”

“เฮ้ย!!!!”
ไม่ทันที่น้าเหมียวจะพูดจบประโยค ความร้อนใจก็ถีบส่งให้ผมรีบวิ่งลงไปข้างล่างอย่างสุดชีวิต แทบไม่ได้รู้ตัวด้วยมั๊งว่าตอนที่วิ่งลงไปเร็วพอๆกระโดดลงจากตึกซะอีก

“ไอ้กาย! ไอ้หอก! ทำไมมันไม่บอกกรูวะ!!!”
ผมวิ่งจนมาจากชั้นสามถึงชั้นล่างอย่างรวดเร็ว เห็นไอ้กายกับพี่ดินกำลังจะเดินขึ้นเพื่อจะกลับห้อง มองไปด้านหลังของทั้งคู่ก็ไม่ทันที่จะพบคนที่ผมตามหาซะแล้ว ทำให้ผมเครียดขึ้นมาจนขาดสติ ก็ด้วยที่ว่าไม่นึกว่าเรื่องแบบนี้เพื่อนมันยังทำกันได้

ด้วยความโมโหที่มันไม่ยอมบอกผมเรื่องนี้ ผมวิ่งไปกระชากคอเสื้อไอ้กายมาเค้นคำตอบจากมันทันที
“ไอ้เอี้ย!!ทำไมเมิงไม่บอกกรูว่าต้าร์จะออกไป มันไปไหน? เมิงบอกกรูมาเดี๋ยวนี้นะ!!”
ผมหายใจหอบซะยิ่งกว่านักวิ่งร้อยเมตร แต่กำลังของผมไม่ได้ลดลงไปสักหน่อยแต่ดูเหมือนจะเยอะขึ้นกว่าเดิมเพราะอะดรีนาลีนในร่างกายที่พลุ่งพล่านเพราะความโมโหนั่นแหล่ะ

พี่ดินตกใจที่ผมจู่ๆก็พุ่งเข้าหาเหมือนจะทำร้ายไอ้กาย รีบเข้ามาห้ามผมที่กำลังร้อนใจจนห้ามสติตัวเองไม่อยู่
“ม...แม็ก....ใจเย็นๆ นี่ปล่อยเสื้อกายก่อนสิ อย่าใช้กำลังกันนะ”

“ไอ้แม็ก! เมิงปล่อยกรู”
ไอ้กายพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย มันหรี่ตามองผมด้วยสีหน้าเย็นชาเหมือนมันก็พร้อมจะสู้ผมเหมือนกัน

“เมิงก็บอกกรูมาก่อนเซ่! ว่าไอ้ต้าร์มันไปไหน? บอกกรูมาเร็ว!”
“เมิงอย่ามาทำสันดานเอี้ยๆกับกรูนะ กรูบอกให้เมิงปล่อยกรูไง ไม่งั้นกรูก็ไม่บอกเมิงหรอก!”
ไอ้กายเริ่มขึ้นเสียงเมื่อผมใช้กำลังกับมัน ก็แน่ล่ะอาการโมโหแบบขาดสติบวกกับความอยากรู้คำตอบของผมตอนนี้ กลายเป็นว่าผมกำลังคุกคามไอ้กายอย่างไม่รู้ตัว

“แม็กรีบปล่อยกายเหอะ อย่ามามีเรื่องกันเลย....นะแม็กนะ....พี่ขอร้อง”
“ก็ได้!!!”
เพราะคำขอร้องของพี่ดินกับสายตาที่เห็นแววความตกใจอย่างชัดเจน ผมถึงยอมถอยยอมปล่อยเสื้อไอ้กายอย่างโดยดี ถึงจะกำลังโมโหมากขนาดไหนแต่ผมก็ไม่อยากจะทำให้ใครมาลำบากใจกับเรื่องแบบนี้อีกหรอก
เสื้อของไอ้กายเป็นรอยยับจากการขยำจนเห็นได้ชัด ไอ้กายมันปัดเสื้อของมันอย่างใจเย็น สีหน้าของมันเรียบเฉยยังกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น พลันก็เปลี่ยนเป็นสายตาที่อ่อนโยนขึ้นมาในทันที เมื่อพี่ดินเข้าหามันเพราะความเป็นห่วง
“กาย...เป็นไรมั้ย?”
“ไม่เป็นไร...ดินอย่าห่วง”
พอพี่ดินเข้าไปหามัน ทำแตะเนื้อแตะตัวสำรวจว่าเกิดเสียหายหรือบาดเจ็บตรงไหนบ้าง ไอ้กายก็ยิ้มทำหน้าบานส่งสายตาหวานเยิ้มให้กันซะอีก เห็นแบบนั้นแล้ว ด้วยความที่ผมกำลังอารมณ์ไม่ดีอยู่ ผมก็รู้สึกหมั่นไส้คู่นี้มาตะหงิดๆ

“ไอ้กาย..เมิงบอกกรูได้ยังว่าไอ้ต้าร์ไปไหน?”
“มันจะไปไหน เมิงทำไมต้องสนด้วยวะ? ก็ดีแล้วไม่ใช่เหรอที่มันไปน่ะ เมิงจะได้กลับไปเป็นอิสระอย่างที่เมิงอยากเป็นไงล่ะ”

“ไอ้กาย!! เมิงอย่ากวนตรีนกรูได้มั้ย บอกกรูมา!!!”
ความอดทนผมก็มีจำกัดเหมือนกันนะ ผมตะคอกถามมันจนเสียงดังลั่นทั่วชั้นล่างของหอ พี่ดินถึงกับสะดุ้งตกใจเพราะสีหน้าของผมตอนนี้ไม่ต่างอะไรกับยักษ์ซะเลย ความเครียดและความกดดันก็มากพอที่จะทำให้ผมทำอะไรแบบขาดสติได้มากพออยู่แล้ว ยิ่งถ้ามีคนที่มาแหย่มากๆเข้าจะพาลระเบิดลงซะก่อน

“กรูไม่รู้”
แต่คำตอบที่ได้แทบจะทำให้ผมอยากฆ่ามันจริงๆ นี่มันคิดจะปิดบังผมไปทำไม จะแกล้งกันก็น่าจะมีขอบเขตมากกว่านี้หน่อยนะเมิง!!

“ไอ้เอี้ย!!!!กรูรู้วาเมิงรู้ บอกกรูมา”
“เราไม่รู้จริงๆนะแม็ก....เชื่อเหอะ ต้าร์ไม่ได้บอกเราเหมือนกัน” พี่ดินออกหน้ามาขวางทันทีเพราะเห็นทีท่าว่าผมคงจะฟิวส์ขาดแน่ๆ


“แต่มันบอกว่า มันจะไม่กลับมาหาเมิงอีก”

“โธ่เว๊ย!!!!”
จะมัวเค้นคำตอบกับไอ้กายคงไม่เกิดประโยชน์อีก ผมผละตัวเองออกมาจากทั้งคู่วิ่งออกไปสู่ถนนหน้าหอทันที วิ่งไปทั้งๆที่เท้าตัวเองมีเพียงรองเท้าแตะที่ใส่ออกมาจากห้องเท่านั้น
การที่ผมตัดสินใจวิ่งออกมาในทันที ก็เพราะตอนนี้ไอ้ต้าร์เองคงจะออกไปได้ไม่ไกล คงจะแค่นั่งรถอยู่ในซอยยังไม่ออกไปถนนแน่ๆ ถ้าหากว่าผมวิ่งออกไปทางลัดคงจะพอดักทางก่อนที่ไอ้ต้าร์จะไปถึงถนนใหญ่ได้.....ก็คงทันนะ

 


“กาย....ไปโกหกแม็กทำไมแบบนั้นน่ะ ต้าร์ก็แค่ไปพักกับเพื่อนแค่อาทิตย์เดียวไม่ใช่เหรอ? ไปพูดแบบนั้นเดี๋ยวก็เข้าใจผิดไปใหญ่หรอก”
“ฮ่าๆๆ แบบนี้ล่ะดีแล้ว คนอย่างไอ้แม็กถ้าไม่รู้สึกถึงการต้องสูญเสียแบบสุดๆ มันก็คงไม่รู้สึกหรอก แบบนี้อาจจะดีก็ได้นะดิน เผื่อบางทีมันอาจจะเข้าใจความรู้สึกมันได้ก็ช่วงเวลาแบบนี้แหล่ะ”

“อืม...งั้นเหรอ?  ว่าแต่ว่า....ไปคิดเรื่องแบบนี้ได้ตอนไหนน่ะ?”
“ก็ตอนที่ไอ้แม็กมันวิ่งหน้าตื่นลงมากระชากคอเสื้อนี่แหล่ะ ถึงได้เข้าใจว่ามันแคร์ไอ้ต้าร์แค่ไหน  ยิ่งตอนมันเอาหน้ามาใกล้ตอนที่กระชากเสื้อนะ เหมือนมันจะร้องไห้ด้วย ตอนนั้นแหล่ะเลยคิดแผนนี้ออก เจ๋งมั้ยล่ะ?”
“ถ้าแม็กรู้ว่าโกหกทีหลัง ไม่รู้ด้วยนะ....ตัวใครตัวมันล่ะ! แค่เมื่อกี๊ก็น่ากลัวจะแย่แล้ว”
“ไม่ต้องห่วงหรอก....เรามั่นใจเลยว่ามันจะต้องรู้ใจตัวเอง มีแต่มันจะมาขอบใจด้วยซ้ำ”

“ขอให้จริงเห๊อะ.......”

 

...........................................................................................

 

 

ผมวิ่ง

.....วิ่ง

...และวิ่ง!!!

วิ่งจนสุดชีวิตไปตามทางลัดที่ตัดไปจนถึงปากซอย ชั่วเวลาเพียงอึดใจผมก็วิ่งมาจนถึงหน้าปากซอย สายตาคอยจับจ้องรถที่จะผ่านหน้าทุกคัน หากเป็นต้าร์ผมก็จะรีบขวางไว้ก่อน
“ฮ่า.....แฮก!....” การวิ่งแบบสุดชีวิต ทำให้ต้องกลายเป็นหมาหอบแดดลิ้นห้อย ยืนเอามือเกาะกับเสาไฟฟ้าแบบหมดแรงอยู่หน้าปากซอยนั่นเอง

แต่ไม่ทันแล้ว...... เพราะสิ่งที่ผมเห็นคือรถรับจ้างกับผู้โดยสารคนหนึ่งซึ่งผมคุ้นหน้าดีกำลังเลี้ยวออกสู่ถนนใหญ่ ขณะที่ผมอยู่ห่างจากรถคันนั้นไปประมาณ 20 เมตร แม้จะเหมือนจะไม่ไกลกันเท่าไหร่ แต่ด้วยแรงเฮือกสุดท้ายก็ถูกผลาญไปกับการวิ่งมหาโหดเมื่อกี๊แล้ว

“ต...ต้าร์.....แฮก....”
แม้แต่แรงที่จะตะโกนเรียกก็ไม่เหลือ ความหวังสุดท้ายมลายหายวับไปกับตา เมื่อรถโดยสารคันนั้นขับหายไปจนลับตา


“ฮ่า.....ไม่ทัน.....โธ่....”
ผมขาทรุดนั่งแผ่ลงกับพื้น เหงื่อเม็ดเป้งผุดซึมออกมาจากร่างกายจนชุดที่ใส่เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ ขาทั้งสองข้างมันหมดสิ้นแรงใดๆแม้แต่จะพยายามขยับเพียงเล็กน้อยก็ยังทำไม่ได้แล้ว  ร่างกายของผมมันสั่นเทาด้วยความเหนื่อยล้าอย่างที่สุด

แต่ที่ร้ายกาจมากกว่าคือในจิตใจกำลังคร่ำครวญด้วยความเจ็บปวด กับความผิดหวังที่เกิดขึ้นเมื่อไม่กี่วินาทีที่ผ่านมา 
และแล้วความอัดอั้นตันใจทั้งหมดของผมก็ปะทุออกมา น้ำตาลูกผู้ชายอย่างไอ้แม็กคนนี้ก็หยดแหมะ

“อะไรวะ? ....ร..ร้องไห้?!?”


ผมคือคนที่สามารถทำได้ทุกสิ่ง ไม่ว่าเรื่องไหนผมก็ต้องทำได้ ไม่มีคำว่าไม่ได้สำหรับผม
 แต่เรื่องที่ทำไม่ได้คือการฉุดรั้งใครให้อยู่เคียงข้างผมได้
ไม่มีเลยสักครั้ง!.......


ความล้มเหลวจากความรักซ้ำแล้วซ้ำเล่า มันเป็นสิ่งที่ผมทำเมินไม่สนใจ แต่จริงๆแล้วผมเพียงต้องการหลีกเลี่ยงกับความผิดหวังจากความล้มเหลวเหล่านั้นมากกว่า มันสั่งสมและคอยบั่นทอนความแข็งแกร่งในใจนั้นเรื่อยมา เหมือนสนิมที่ค่อยๆกัดกินเหล็กกล้าจนหมด ไม่มีทางจะหลอมเป็นเหล็กที่ดีขึ้นใหม่ได้อีก


“แมร่ง!!! สาดดด!!!”
คำสบถและด่าทอตัวเองไปต่างๆนานาต่อความงี่เง่าของตัวเอง มันพร่ำพรูออกมาจากปากของผมเอง ก็แค่สิ่งที่ระบายออกมาจากใจในส่วนหนึ่งเท่านั้น ผมไม่อาจทำใจกับความผิดหวังในครั้งนี้ได้เลย
น้ำตาไหลออกมาเป็นสาย ขี้มูกย้อยเป็นทาง หากใครมองคงจะว่าน่าเกลียดพิลึก แต่ช่างแมร่งมัน! ผมไม่สนใจแล้ว ดีซะอีกให้คนได้เห็นความทุเรศของตัวเองให้คนได้สมเพสไปพร้อมๆกับการตำหนิตัวเองไปแบบนี้

ใครก็ได้มาช่วยด่าผมที............

 

 

 

 

 

 

 

 


 “กลับมาแล้วเหรอเมิง? บ้ามากเลยนะทั้งที่กรูมีมอไซค์อยู่แต่เมิงไม่ถามกรูสักแอะ เจือกวิ่งไปซะงั้น ถ้าเมิงใจเย็นสักหน่อยกรูว่าจะยื่นกุญแจให้อยู่แล้ว.........นี่! ไอ้แม็ก!.......เมิงฟังกรูอ่ะป่าววะ!..........เฮ้ย!!”

ผม......ไม่ได้สนใจกับคำพูดไอ้กายแม้สักนิด
เหมือนคนตายด้าน หมดสิ้นอารมณ์ใดๆอย่างสิ้นเชิง

ผมเดินกลับเข้ามาหอพักด้วยสภาพที่ดูยังกะผีดิบ เกิดอาการหูหนวกตาบอดไม่สนใจสิ่งแวดล้อมรอบข้าง ขนาดที่ไอ้กายมันเรียกแล้วเรียกอีกผมก็ทำเป็นไม่ได้ยินไปซะเลย
ไม่รู้สินะ....นี่ละมั้ง?อาการของคนที่ใครๆเค้าเรียกว่า “หลุด!”

ผมเดินผ่านหน้าไอ้กายไป ส่วนมันก็คงงงๆว่าผมเป็นอะไร ตอนออกไปยังทำท่ายังกะยักษ์กินคน กลับมากลายเป็นท่อนไม้เอาซะดื้อๆ...........

 ผมเดินขึ้นบันไดมุ่งสู่ห้องตัวเองอย่างเงียบๆ

 

“เผี๊ยยยยยะ!!!!!!”

ไม่ทันที่ผมจะก้าวขาเข้าห้องตัวเอง จู่ๆฝ่ามือปริศนาก็เพ่นลงกลางกบาลผมจังๆ ทำให้ผมเกิดสติเข้าร่างตัวเองกะทันหัน เหลียวกลับไปมองไอ้คนที่เพ่นกบาลผมก็ไม่ใช่ใครอื่น....ไอ้หมีกาย
“ตื่นรึยังวะเมิง?”

“!?!..หืม?...... ไอ้กาย?...เมิงมาตอนไหนวะ?”
“กรูเดินตามหลังเมิงมาตั้งแต่อยู่ข้างล่างแล้ว เมิงก็เดินใจลอยไม่รู้ตัวเองนี่หว่า”

“เหรอ...”
คำตอบที่ไร้อารมณ์ทำเอาไอ้กายถึงกับอึ้งไปนิดนึง เพราะปกติผมมักจะสวนกลับมันตลอด แต่ผมไม่มีกะจิตกะใจจะทำอะไรแล้ว ตอนนี้อยากจะรีบๆเข้าห้อง ไปนอนหลับให้ลืมๆไปซะดีกว่า

“เป็นอะไรของเมิงเนี้ย?”
“ไม่ได้เป็นไร”
“ไม่เป็นไรบ้านป้าเมิงเด่ะ! เมิงทำทางเป็นอาการแปลกๆตั้งแต่เข้ามาแล้ว เห็นยังงี้กรูก็ชักจะห่วงเมิงซะแล้วนะเว้ย... บอกกรูดิ๊! เมิงเป็นไร”

ผมเดินไปนั่งที่เตียงโดยมีไอ้กายเดินตามมาติดๆ ผมตั้งใจว่าจะนอนไม่อยากให้มันมากวนใจ จึงตอบแบบปัดๆมันไป
“เอาไว้คุยกันได้ป่ะ กรูอยากพักผ่อน”

ผมก็เข้าใจความรู้สึกของมันที่มันเป็นห่วงผมอยู่หรอก แต่ในเวลานี้ผมไม่อยากให้มันมาคอยเป็นกังวลกับผม เพราะผมอยากอยู่คนเดียวมากกว่า จะคิดใคร่ครวญอะไรหลายๆอย่างด้วยตัวเองซะก่อน ดีไม่ดีอารมณ์ที่ผมเป็นอยู่ตอนนี้ถ้าได้หลับแล้วตื่นมาคงจะดีขึ้น...คิดว่างั้นนะ
“จะเที่ยงอยู่แล้วเมิงเพิ่งคิดอยากจะมานอนเนี้ยนะ!”
“เออ...กรูเหนื่อย”

ผมเลี่ยงที่จะไม่ตอบคำถามมัน เอนตัวลงที่นอนดึงผ้าห่มคลุมตัว ไม่สนใจกับไอ้กายที่นั่งแหมะอยู่ข้างๆเลย

“ เมิงอย่าเพิ่งมานอนตอนนี้เด้! บอกกรูมาก่อนเมิงเป็นไร”
นิสัยอย่างไอ้กายนี่ถ้าไม่ไล่คงไม่ไป แต่สภาพจิตใจของผมเลยไร้ซึ่งอารมณ์ตอบสนองที่จะทำอะไรแล้ว ก็พลอยไม่มีอารมณ์ที่จะไล่ใครด้วย ปล่อยๆมันไป เดี๋ยวสักหน่อยมันคงจะออกไปของมันเอง

“ไอ้แม็ก!”
มันยังคงพยายามต่อ เขย่าปลุกผมให้ลุกจากที่นอนให้ได้


“ไอ้แม็กกกก!”
“..............”

 

“ไอ้แม็กกกกกกกกกก!”
“อย่ากวนน่า...ให้กรูอยู่คนเดียวเหอะ”

ผมโผล่หน้าออกมาจากใต้ผ้าห่ม หน้าตาที่ดูเครียดของผมทำให้ไอ้กายมันยอมเข้าใจ

  “เออ......งั้นตามใจเมิงล่ะกัน”

ไอ้กายยอมทำตามคำขอร้อง มันยอมเดินออกจากห้องไปอย่างว่าง่าย สุดท้ายก็เหลือเพียงผมตัวคนเดียวในห้องอีกครั้ง….

 

 

 

 

 


ผมข่มตาลงจนหลับไปได้พักใหญ่  แล้วก็ตื่นขึ้นมาในช่วงบ่าย เพราะมันหิวซะแสบไส้ ก็เล่นไม่ได้กินข้าวเช้ากับเที่ยงมันก็ต้องหิวมากอยู่แล้ว
ผมเดินไปคว้าเอานมกล่องที่ซื้อมาวันก่อนมายกซดฟาดเรียบหมดไปเกือบครึ่งแพ็กถึงจะอยู่ท้องดับความหิวลงไปได้ พอท้องอิ่มหัวสมองก็เริ่มทำงาน ผมคิดทบทวนเรื่องราวที่เกิดขั้นเมื่อเช้าเป็นฉากๆ

....เรื่องเมื่อเช้านี้ยังกับฝันไปแน่ะ!

แต่ที่ทำให้รู้ตัวเองว่าไม่ได้ฝันก็เพราะ ความรู้สึกแน่นหน้าอกกับอาการปวดน่องจากวิ่งแบบไม่คิดชีวิตเมื่อตอนนั้น ตอนนี้มันที่เริ่มจะออกอาการจนปวดตุบๆแล้ว

 


เงียบเกินไปแล้ว......

ภายในห้องที่เงียบสงัด แสงจากหน้าต่างส่องเข้ามาให้เห็นสิ่งของและทุกส่วนในห้อง ผมกลับจินตนาการไปว่ามีใครบางคนอยู่ด้วย ความเคยชินที่มีคนคอยมาวุ่นวายในห้องตัวเอง พอไม่มีขึ้นมาก็กลายเป็นว่าบางอย่างขาดหายไป....

เวลาที่ไม่มีไอ้ต้าร์มาคอยนั่งเล่นเกม อ่านหนังสือ คอยถามนู่นถามนี่ หรือจัดนั่นทำนี่ในห้อง....มันก็รู้สึกเหงาเหมือนกันแฮะ แล้วไอ้เตียงนี่อีก ตอนนี้รู้สึกว่ามันกว้างเกินไปด้วยซ้ำที่จะนอนคนเดียว จานชามกองพะเนินที่อยู่ในซิงค์ก็เน่าซะไม่อยากจะเข้าใกล้ เสื้อผ้าระเกะระกะไม่เป็นที่ ทีวีก็ไม่คิดอยากจะดูมันอีกแล้ว มันไม่มีอารมณ์อยากจะทำอะไร....
.....สิ่งรอบกายในห้องดูแปลกตาไม่เหมือนเดิม

ผมรู้สึกแปลกที่แปลกทาง มันเหวงๆไงพิกล น่าแปลกนะ.....ทั้งชีวิตก็เพิ่งเป็นแบบนี้ก็ครั้งแรกนี่แหล่ะ


“ไม่อยากจะตื่นเลยกรู.......”
ผมบ่นพึมพำกับตัวเอง แล้วก็พาตัวเองเดินกลับไปยังที่นอนเหมือนเดิม
วันนี้ผมไม่คิดจะทำอะไรอีกกะจะนอนอย่างเดียวมันทั้งวันนี่แหล่ะ ไม่อยากต้องตื่นมารับรู้กับความงี่เง่าของตัวเองและความรู้สึกเครียดที่ทำให้ปวดหัว สู้นอนให้มันหลับๆไปซะจะได้ไม่ต้องคิดอะไรมากอีก
พอตื่นขึ้นมาก็คงจะดีขึ้น

 

 


ก็หวังว่ามันจะดีขึ้นจริงๆนะ..........

 

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

 อืม....แม็กเอ้ย! เป็นไงล่ะ ต้าร์หนีไปแล้ว ถึงกับหงอยเลยนะเอ็ง.....

 

edit @ 24 Aug 2010 02:02:04 by boyplus

Comment

Comment:

Tweet

Your theme close to this good post seems to be hot and some students would use it for their thesis proposal. And some students permanently use the aid of thesis service.

#2 By RoblesBelinda (91.212.226.136) on 2012-01-09 13:48

รีบไปตามต้าร์กลับมาเลยนะเเม็ก เเต่จะตามยังไงหว่า รออ่านต่อ สนุกมากเลยค่ะ

#1 By gowe on 2010-08-24 18:12