Boy Plus

♥ Part 22: อย่ามายุ่ง! (จบPart)

 

เช้าวันใหม่
ผมตื่นมาก็พบว่าเจ้าหมอนข้างดิ้นได้ตัวดีไม่อยู่ในที่ของมันซะแล้ว
อ่อ! ก็คงไปโรงเรียนสินะ แต่ถ้าจะไปก็น่าจะปลุกกันบ้าง เพราะปกติผมไม่ใช่คนที่จะนอนตื่นสายสักหน่อย
ผมควานหานาฬิกาปลุกบนโต๊ะข้างเตียงนอน ท่ามกลางแสงสลัวที่ลอดผ่านม่านหนามาเพียงเล็กน้อยพอให้ได้รู้ว่าโลกภายนอกนั้นเป็นตอนกลางวันแล้ว
“หืม?....2 โมงแล้วเหรอ.....ฮ้าว!....วันนี้นอนเพลินเลยกรู”

สายโด่งแล้ว...แต่ผมก็ไม่ได้รีบร้อนอะไร วันนี้เป็นวันศุกร์ที่ผมจะตื่นสายได้ เพราะผมมีเรียนตอน 4 โมงเช้า แถมก็มีแค่คาบเช้าด้วย คาบบ่ายเลยฟรีสไตล์จะไปทำอะไรก็ทำ  
อืม....งั้นทำไรดีล่ะ? แต่พักนี้ไม่ค่อยอยากจะออกไปไหนมาไหนด้วยสิ ถ้าจะชวยเดียไปไหนมาไหนด้วยกัน ก็ไม่ค่อยอยากจะไปกับเราเท่าไหร่ ชวนไปเดทแต่ละทีก็ขอแถมเพื่อนอีกโขยงไปอีก!

ก๊อกๆๆ
เสียงเคาะประตูดังลั่น ที่มาพร้อมกับเสียงห้าวใหญ่ของคนที่ผมไล่ออกนอกห้องเมื่อคืนนี้ไป ก็ไอ้เพื่อนสุดตรีนของผมนี่แหล่ะ
“ไอ้แม็ก!...เมิงตื่นยัง?”

ผมงังเงียลุกออกจากเตียงเดินไปเปิดประตูห้องให้มัน จากนั้นก็เดินเกาหัวแกรกๆไปที่เตียงอีกครั้ง ไอ้หมีคิ้วหนาก็เดินยื่นหน้ามู่ทู่ของมันเข้ามาในห้อง มันมองผมที่กำลังนอนเอนหลังอยู่บนเตียง ไอ้มองก็เรื่องปกตินะ แต่สายตามันก็กวาดมองผมตั้งแต่หัวจรดเท้าแบบนี้น่ะ อะไรของมัน?...จะมาทำกวนตรีนอะไรอีกรึไง?
“เมิงทำไมนอนตื่นสายวะ? ปกติเมิงไม่ตื่นสายนี่หว่า?”
“ทำไม? กรูจะนอนตื่นสายสักวันมันจะเป็นอะไร ก็วันนี้เรียนตอน 4 โมงนี่หว่า ตื่นสายหน่อยก็ไปทันน่า”

“อ...อ่อ!...เหรอ”
คำพูดไอ้กายเหมือนว่าจะเข้าใจที่ผมพูดอธิบาย แต่ไอ้อาการที่เวลาพูดแล้วเลิกคิ้วสูง ยิ้มมุมปากแบบแหยงๆมันหมายความว่าไงกันแน่? สีหน้าที่ดูกวนๆของมันขณะที่มันมองมาที่ผม มันทำให้ผมรู้สึกแปลกๆ จนอดที่จะถามมันไม่ได้

“ไอ้กาย! เมิงมองกรูแบบนี้หมายความว่าไง?”
“ไม่มี๊!...กรูก็แค่มองเมิงเฉยๆ ทำไม! เมิงเป็นปอบเหรอถึงจะให้กรูมองไม่ได้”
“ไม่มีแล้วเมิงมานี่ทำไม? คงไม่ใช่แค่มาปลุกกรูใช่มั้ย?”
“ก็นะ...กรูจะมาบอกว่า ให้เมิงจ่ายค่าหอด้วย น้าเหมียวฝากให้มาบอก ก็เมิงว่าจะให้แกตั้งแต่เมื่อวาน แกก็รออยู่ วันนี้เลยบอกให้กรูมาถามเมิงไง”
“อะ...อ๋อ! เออวะ ลืมไปเลย เมื่อวานนี้กรูกลับมาจากเตะบอลเหนื่อยๆเลยลืมไปเลย เดี๋ยวกรูเอาลงไปจ่ายแกเอง”

ถ้ามันได้คุยกับน้าเหมียวแสดงว่ามันก็ตื่นเช้าอยู่เหมือนกัน งั้นก็คงเห็นไอ้ต้าร์งั้นสิ
“แล้วเมิงเห็นไอ้ต้าร์ม่ะ? กรูตื่นมาก็ไม่เห็นมันแล้ว”
“ห...เห็น...ใส่ชุดนักเรียนออกไปเมื่อเช้านี้...”
ไอ้กายดูมีสีหน้าประหลาดใจที่ผมถามถึงไอ้ต้าร์ มันก็เลยเดินมาที่ผมแล้วขึ้นมานั่งที่ปลายเตียง มันทำหน้านิ่วคิ้วขมวด แล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะหันมาจ้องหน้าผมเป๋ง!

“ไอ้แม็ก...เมิงเป็นเพื่อนสนิทกรูใช่มั้ย?”
“ก็เออดิ ทำไมวะ?”
“งั้นกรูขอถามเมิงสักข้อ แล้วเมิงต้องตอบกรูมาตามตรงนะ”
“หืม?...แล้วเมิงจะถามอะไร? แมร่งดูเมิงซีเรียสจัง จะมาขอยืมตังค์กรูใช่ป่าวเนี้ย!”
“ไอ้ฟาย!กรูพูดจริงนะ เมิงอย่ามาทำเล่น กรูบิ้วอารมณ์ส่งให้เมิงขนาดนี้แล้วเมิงก็มีส่วนร่วมให้หน่อยเซ่!”

อะไรวะ? มีการบิ้วซะด้วย ตกลงมันพูดจริงหรือเล่นแน่เนี้ย? เอาเห๊อะ..คงจะเป็นเรื่องไร้สาระของมันอีกนั่นแหล่ะ

“เอานะ กรูจะถามนะ”
“เออ...”
“กรูจะถามแล้วนะ”
“อืม...ว่ามา”

 

 

 

 


“กรูว่า.....กรูไม่ถามดีกว่า”

“นี่เมิง....กวนตรีนกรูเหรอ” -*-

นึกแล้วเชียว!ไอ้บ้าเนี้ย มันไม่ได้มีสาระอะไรเล้ย! แหม่ะ.....อยากกินตรีนซะขนาดนี้จัดให้สักดอกสองดอกจะดีมั้ย!
“เอ้ย! กรูล้อเมิงเล่น ใจเย็นดิไอ้แม็ก กรูมีเรื่องถามเมิงจริงๆ”
“เมิงก็เลิกทำทีเล่นทีจริงได้แล้ว กรูสับสน! ตกลงเมิงจะถามแล้วใช่มั้ย เร็วๆ ไอ้นี่!”

“อ่า.....นะ.......กรูจะถามเมิงเรื่องไอ้ต้าร์น่ะ”
“ทำไม? เมิงจะมาสนใจอะไรมันล่ะ ปกติพวกเมิงเจอกันก็แทบไม่ค่อยจะคุยกันอยู่แล้วนี่หว่า”

ไอ้กายมันทำท่าท่าอึกอักอยู่สักแป๊บนึง สีหน้ามันดูเคร่งเครียดเห็นได้ชัด แสดงว่ามันกำลังจริงจังกับคำถามที่กำลังจะถามผมจริงๆ ผมเห็นท่าทางมันแล้วก็รู้สึกลุ้นอยู่หน่อยๆเหมือนกัน เพราะไอ้กายถ้ามันทำตัวเป็นการเป็นงานขึ้นมาก็จะออกแนววิชาการจัด แต่สำหรับคำถามที่มันจะถามเรื่องไอ้ต้าร์นี่มัน...นะ......ก็ไม่รู้ว่ามันจะถามผมไปในแนวไหนด้วยสิ


“ไอ้แม็ก! เมิงกับไอ้ต้าร์เป็นมากกว่าพี่น้องกันใช่ม่ะ?”


ฮึ๊ก!!

ผมถึงกับสะอึกลูกใหญ่กับคำถามที่ด้านดิบและห่ามสุดๆของมัน นี่ถ้าผมกำลังยืนอยู่คงถึงกับเข่าอ่อนแน่ๆ แต่ถึงแม้ว่าตอนนี้ผมนอนอยู่แต่พอเจอคำถามไอ้กายแบบนี้ก็ต้องลุกขึ้นมา เพราะอารมณ์จะนอนอยู่เฉยๆคงไม่ได้ล่ะ เหงื่อของผมแตกพลั่ก ทั้งๆที่อากาศก็ไม่ได้ร้อนอะไรสักหน่อย

“ไอ้เอี้ย!เนี้ยนะคำถามซีเรียสของเมิง ไอ้สาด!!กรูก็นึกว่าเมิงจะคิดอะไรที่ดีกว่านี้ กรูบอกเมิงแล้วไง ว่ากรูกับไอ้ต้าร์ไม่ได้มีอะไรกันจริงๆ ทำไมเมิงยังคิดอะไรแบบนี้อยู่วะ ห๊า!”
อารมณ์ของผมในตอนนี้ มันบอกไม่ถูกว่ากำลังโมโหหรือกำลังประหม่าอยู่กันแน่ บอกได้แค่ว่าตอนนี้ใจผมเต้นระรัวไม่เป็นจังหวะอยู่แล้ว


“กรูขอโทษ แต่เพราะสิ่งที่เมิงทำต่อไอ้ต้าร์ เมิงก็รู้ใช่มั้ยว่าเป็นสิ่งที่คนอื่นๆไม่ทำอย่างที่เมิงทำ แล้วก็คงไม่ใช่แค่กรูหรอกที่คิดแบบนี้”
“กรูไม่สนใจหรอกว่าคนอื่นจะคิดยังไง กรูปฏิบัติกับไอ้ต้าร์แบบนี้แล้วมันผิดตรงไหน กรูไม่เห็นว่ามันจะเสียหายเลยนี่หว่า”

“แต่เมิงนอนเตียงเดียวกันกับมันนะ ถามจริงๆนะเมิงไม่รู้สึกอะไรมั่งเหรอ?”
“ทีเมื่อคืนเมิงยังมาขอนอนเตียงเดียวกับกรูเลย แล้วมันต่างกันตรงไหน”
“ต่างดิ!ก็กรูกับเมิงเป็นเพื่อนกัน แต่เมิงกับไอ้ต้าร์เคยมีอะไรกันมาก่อน นี่แหล่ะที่กรูคิดว่า......”

“พอเลยไอ้กาย! นี่เมิงคิดว่ากรูกับไอ้ต้าร์เป็นเหมือนเมื่อตอนนั้นเหรอ กรูบอกเมิงเป็นร้อยแล้วมั้ง แต่กรูจะบอกเมิงอีกทีก็ได้ ว่ากรูกับไอ้ต้าร์เราเป็นพี่น้องกัน!เมิงเข้าใจซะที”
คำพูดที่บาดหูไม่นึกเลยว่าจะออกมาจากปากเพื่อนรักแบบนี้ การที่ผมจะรักน้องจะกอดน้องด้วยความสนิทแนบชิดแบบนี้มันจะไปหนักหัวใครซะเมื่อไหร่ ทำไมไอ้กายต้องมาจ้องจับผิดกับเรื่องแค่นี้ด้วย


“ถ้าเมิงเป็นพี่น้องมันจริง งั้นเมิงบอกกรูสิว่าเนี้ยเมิงรู้สึกยังไง”

ไอ้หมีกายมันก็เข้ามากอดผมโดยไม่ทันได้ตั้งตัว
พอกล้ามมาเบียดกล้ามผมก็ตกใจหน่อยๆแต่ก็ไม่ได้รู้สึกแปลกแต่อย่างใดเพราะปกติเวลาที่เราเตะบอลชนะก็มักจะกระโดดกอดกันเป็นว่าเล่นอยู่แล้ว
“อืม......เออ....ก็ธรรมดา......”

“งั้นแบบนี้ล่ะ?”
ไม่รู้ว่ามันคิดแผลงๆอะไรของมัน ไอ้กายมันก็เริ่มรุกหนัก คราวนี้มันเอาคางเคราของมันมาไซร้ที่ซอกคอผม แถมไอ้ลมหายใจที่มารดต้นคอ อันนี้สุดจะทนแล้วครับ!
ทั่วทุกอนูขุมขนทั่วร่างกายลุกซู่ตั้งเป็นแผงยังหญ้าในสนาม ใบหน้าซีดเหงื่อตกยังกะคนที่จับไข้ทันที ความรู้สึกกระอักกระอ่วนในกระเพาะที่พุ่งจี๊ดขึ้นมาสู่ลำคอ แต่ก็ไม่มีอะไรจะออกมาเพราะนี่ก็เช้าอยู่แถมก็ยังไม่ได้กินอะไรด้วย อารมณ์ประมาณว่าโดนจิ้งจกตัวเขื่องพร้อมกับผิวหนังอันเหี่ยวย่นเละๆกระโดดจากเพดานพุ่งดิ่งมาแปะบนหน้า ขยะแขยงสุดๆเล้ยยยย!!!!
“แว๊กกกก!เมิงทำอะไรกรู ไอ้เอี้ยก๊ายยย!!!”
ทั้งผมทั้งไอ้กายแทบจะพุ่งตัวออกพร้อมกัน ไอ้กอดก็พอทน แต่เล่นมาไซร้ซอกคอกันแบบนี้ มันไม่ไหวแล้วจริงๆนะ

ไอ้กายมันกระโดดออกห่างจากผมไปเกือบเมตร อาการของมันตอนนี้ก็ไม่ได้ต่างจากผมล่ะ ทั้งตัวมันขนลุก หน้าซีดเหงื่อแตก สีหน้าที่ทำอย่างกะคนจะอ้วก มันก็ขยะแขยงผมพอๆกันล่ะนะ

“แหวะ!!! กรูไปทำกับกระต่ายน้อยยังรู้สึกดีกว่านี้ซะอีก อ๊อก!”
“ไอ้เอี้ย! แล้วเมิงมาทำทำม๊ายยย! แมร่งโคตรหยะแหยง ฮือ...ฝันร้ายแน่กรู”
“นึกว่ากรูอยากทำนักเหรอ! จะได้พิสูจน์ไงว่าเมิงรู้สึกยังไง วันนี้กรูต้องไปวัดเอาน้ำมนต์ล้างซวยที่ต้องมาทำกับเมิงไง”
“เออ.กรูรู้สึก....รู้สึกว่าเมิงน่ะบ้าเข้าขั้นอิ๊บอ๋ายแล้ว ลงทุนเอาตัวเองพิสูจน์เองเลยนะ จะมีใครที่เหมือนเมิงอีกคงไม่มีล่ะ!”


หลังจากที่พักหายใจหายคอจัดการกับความรู้สึกขยะแขยงให้เบาบางลงไปแล้ว ผมกับไอ้บ้ากายก็กลับเข้ามาสู่บทสนทนาที่ผมยากจะทำใจที่จะต้องตอบคำถามมันอีกครั้ง

“ทีนี้เมิงก็รู้แล้วว่าเวลากอดกับกรูแล้วเป็นไง แล้วเมิงลองไปเปรียบเทียบกับตอนที่กอดกับไอ้ต้าร์มันดู ว่าเมิงรู้สึกไง”
“ก็เมิงกับไอ้ต้าร์มันต่างกัน ก็เมิงนะหมีควาย แต่ไอ้ต้าร์กรูรู้สึกว่าเหมือนมันเป็นแค่น้อง เป็นเด็กๆตัวเล็กๆ ที่เอ็นดูก็แค่นั้น เมิงทำไมไม่ยอมเข้าใจวะ?”
ดูไอ้กายไม่ค่อยจะพอใจกับคำตอบของผมนัก สายตาของมันกลับดูแคลงใจผมมากว่าเดิม มันถอนหายใจอีกครั้ง มือมันยกขึ้นมากอดอกก่อนจะเทศน์ยาวให้ผมฟัง
“ไอ้แม็ก! จะให้กรูเข้าใจเมิงได้ไง ก็ที่กรูเห็นน่ะ ไอ้ต้าร์มันก็ไม่ใช่เด็กอย่างที่เมิงคิดซะหน่อย อายุมันก็แค่น้อยกว่าเรา 2 ปี ถ้าจะให้พูดนะ มันก็โตพอที่เมิงจะจับกดมันได้ตลอดอยู่แล้ว แล้วเมิงก็ประหลาดคนจริงๆ เมื่อก่อนเมิงเคยได้กันกับมันด้วยซ้ำ แน่ใจเหรอเวลาที่อยู่กับมันแล้วเมิงไม่เคยคิดถึงเรื่องนั้น ถึงเมิงจะไม่คิด  แล้วไอ้ต้าร์ล่ะ เมิงรู้ใจมันเหรอ?”

ผมประหลาดใจที่ไอ้กายมันวิเคราะห์ได้แทงใจดำผมขนาดนี้
ไอ้ต้าร์ตอนนี้ก็อายุ 18 แล้วนี่ แต่ผมกลับมองมันเป็นเด็กประถมอยู่ได้ คงเพราะผมมองเห็นมันไปซ้อนทับกับภาพของหลานชายคนสุดท้องที่บ้าน ผมกับหลานคนนี้เราสนิทกันและผมก็เอ็นดูหลานคนนี้มากๆ แต่จากนั้นหลานคนนี้ย้ายตามพ่อแม่ไปอยู่ที่อื่น แล้วผมก็ออกมาเรียนที่มหาลัยด้วย ความคิดถึงหลานบวกกับที่ไอ้ต้าร์เข้ามาในชีวิตพอดีทำให้ผมหลงคิดไปว่ามันเป็นหลานของผม
แล้วที่ไอ้กายพูดน่ะ...........มันก็จริงอยู่หรอกนะ ที่บางครั้งผมจะนึกถึงเรื่องวันนั้นขณะที่นอนกอดกันอยู่ แต่ยังไงผมก็มองไอ้ต้าร์เป็นได้แค่น้องอยู่ดี เรื่องวันนั้นผมก็คิดไปเพียงว่าเป็นเรื่องที่เราพลาดพลั้งกันไป ทั้งผมและไอ้ต้าร์คงจะลืมๆกันไปแล้ว

ไม่สิ!.......ผมคิดผิด

ผมเพิ่งจะมาเข้าใจเอาตอนนี้นี่เอง ว่าทำไมไอ้ต้าร์ถึงไม่ยอมมานอนกับผมซะที สิ่งที่ผมคิดว่ามันจะลืมแต่มันไม่ใช่ ไอ้ต้าร์มันไม่ได้ลืม แต่ผมต่างหากที่แกล้งทำเป็นลืม นี่ผมกำลังทำอะไรอยู่เนี้ย!!

“เมิงไม่ต้องตอบกรูตอนนี้ก็ได้ ให้เวลาเมิงคิดสักหน่อย ที่กรูบอกเมิงน่ะ เพราะกรูหวังดีนะเว้ย! กรูก็กลัวว่าเมิงจะเลยเถิดไป ถ้าเมิงยังคิดอยากจะมีเมียเป็นผู้หญิงอยู่นะ”

 

 

ไอ้กายเดินออกจากห้องผมไป แต่มันปล่อยทิ้งไว้แต่คำถามและความพิศวงเข้ามาในใจของผม เรื่องที่ผมทำมันเลวร้ายขนาดนั้นเชียวเหรอ? แค่ความรักเอ็นดูที่ให้กับเด็ก...ไม่ใช่! ผู้ชายอีกคนนึง จะทำให้โลกตราหน้าผมว่าเป็นเกย์เชียวเหรอ?

 แต่โลกหรือใครจะว่ายังไงก็ช่าง

แต่สิ่งที่ผมควรจัดการคือความคิดในตอนนี้มากกว่า ว่าที่ผมปฏิบัติกับไอ้ต้าร์ มันเป็นเพียงความรักแบบพี่น้องหรือมันมีความหมายเป็นอย่างอื่นกันแน่ อย่างที่ไอ้กายมันทำนั่นแหล่ะกอดกับมันแล้วผมขยะแขยง แต่กอดกับไอ้ต้าร์มันคนละเรื่อง.....
ตอนที่ได้กอดร่างกายเล็กๆบางๆนั่น ความรู้สึกที่อบอุ่น รู้สึกสบายใจ จนไม่อยากปล่อยมือให้ออกจากอ้อมกอดไป ยิ่งชิดใกล้ก็ยิ่งเรียกร้องมากขึ้น ทุกวันผมอยากจะนอนหลับโดยที่มีไอ้ต้าร์อยู่ข้างๆ มันไม่เป็นเรื่องปกติของคนทั่วไปงั้นเหรอ?.....

ไม่จริงใช่มั้ย!

ผมกำลังรู้สึกแปลกๆต่อไอ้ต้าร์! คนที่ผมคิดว่าเป็นน้อง ความรู้สึกที่มีให้มัน มันไม่ใช่อย่างที่ผมคิดซะแล้ว.....

 

 

 

 

 


สองทุ่ม.......

ก๊อกๆๆๆ
“เฮีย เข้าไปนะ”

“เป็นไรเฮียนั่งนิ่งเชียะ? นี่ๆ ซื้อแตงโมมาด้วยกินด้วยกันม่ะ? โอ๊ะ!ไม่น่าถาม ของฟรีแบบนี้เฮียกินอยู่แล้ว ตักบาตรอย่าถามพระสิเนาะ”
ไอ้หนูวันนี้ดูมันร่าเริงจริงๆ เข้ามาในห้องก็เจื้อยแจ้วของมันไปเรื่อย ดูไม่ได้ทุกข์ร้อนอะไรซะเลย มาอยู่ห้องผมก็ทำนั่นทำนี่อยู่ตลอด สักพักมันเดินไปหลังห้องพร้อมกับถุงแงโมแช่เย็น ไม่ถึงนาทีก็กลับออกมาพร้อมกับแตงโมที่ใส่จานจัดชิ้นเรียงเป็นระเบียบ มีไม้จิ้มอยู่สองอันและกระดาษเช็ดปากมาครบเซ็ต


“มาแว้วววว... อ่ะนี่! พูนลาบอย่างดี”
“อะไรพูนลาบ?”
“อ่ะก็แตงโมจินตราไง จินตรา ก็นามสกุลพูนลาบ เด่อ!แค่นี้ก็ไม่รู้จัก เชยนะเนี้ย!”
มุกบ้านๆของมันกับรอยยิ้มใสๆ ดูมันจะภูมิใจกับการเล่นมุกของมันนัก ที่สามารถเล่นอำกับผมได้
จานแตงโมถูกวางไว้บนโต๊ะญี่ปุ่นกลางห้อง มันจัดแจงลากโต๊ะมาหาผม ส่วนตัวเองก็นั่งลงอยู่ฝั่งตรงข้าม ดูท่าวันนี้จะอารมณ์ดีจัด คลอเพลงไปด้วยตลอดเวลา


“กินกันเหอะ เอ้า...เฮียกินดิ”
“เอ็งกินเหอะ ไม่อยากกินเท่าไหร่”
“หื้อ!วันนี้มาแปลก เฮียไม่กินของฟรี น่าๆกินสักหน่อยเหอะ ซื้อมาตั้งเยอะกินคนเดียวไม่หมดหรอก งั้นเอางี้...เฮียลองชิมชิ้นนึงก่อน ถ้าอร่อยก็กินอีก อ่ะนี่เดี๋ยวให้ชิมนะ”

ไอ้เด็กน้อยจิ้มเอาชิ้นแตงโมขึ้นมายื่นใส่ปากให้ผม ดูกระตือรือร้นอยากให้ผมกินของที่มันป้อนให้เป็นอย่างมาก
“อ้าปากดิ...ลองดูหน่อยน่าเฮีย”
“ไม่เอา...ก็บอกว่าไม่อยากกินไง กินไปเหอะ”
“น่าเฮียอย่าดื้อดิ กินให้เป็นกำลังใจคนซื้อมาหน่อยก็ได้ เอาน่า กินๆๆ”

“กรูบอกว่าไม่กินไง!”

แผละ!!!!

ชิ้นแตงโมลอยละลิ่วและตกเป็นชิ้นกระจายอยู่บนพื้นห้องด้วยแรงปัด ผมปัดมือไอ้ต้าร์ให้ออกไปจากหน้าผม แต่ก็ทำให้ของในมือหลุดออกไปด้วย สีหน้าของไอ้ต้าร์ถึงกับอึ้งกับสิ่งที่ผมทำ


“อ.....อ่านะ.....เฮียกำลังอารมณ์ไม่ดี ......ผมก็ไม่น่ากวนใจเลยเนาะ ห่ะๆๆ”
ไอ้ต้าร์ทนฝืนยิ้มให้ผม แต่ผมก็พยายามหลบเลี่ยงไม่ใส่ใจกับสิ่งที่ไอ้เด็กน้อยพยายามทำดีให้

“เอ็งกินไปเหอะนะ”
ผมลุกออกจากที่นั่ง มือข้างหนึ่งก็ค้ำเอามุมของโต๊ะญี่ปุ่นเพื่อพยุงให้ตัวเองลุกขึ้น

ฟึ่บ!!!เพล้งงง!!!
ขาโต๊ะที่พับมาไม่สนิทพอถูกแรงดันก็ล้มฟุบลง จานแตงโมที่อยู่บนโต๊ะก็พลอยหล่นลงมาแตก ทั้งเศษจานเศษแตงโมก็กระจายเต็มพื้นห้อง
สีหน้าไอ้หนูถึงกับช็อคอย่างมาก ของที่คิดว่าจะได้กินด้วยกัน ถูกผมทำเสียหายลงไปต่อหน้าต่อตา ความตั้งใจที่อุตส่าห์ทำมาแตกสลายไปพร้อมกับความรู้สึกที่ดี แต่ก็ยังฝืนตัวเองว่าสิ่งที่ผมทำนั้นไม่เป็นไร ยังคงพูดเล่นทำเหมือนว่ามันไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“ผ.....ผมเก็บเอง...วู้! เมาแล้วมั้งเฮีย เมาแล้วโวยวายแบบนี้ เดี๋ยวร้านเหล้าเค้าจะว่าเอานา....ไม่ไหวๆ”

ผมมองไอ้หนูที่กำลังก้มหน้าก้มตาเก็บเศษจานและแตงโมใส่ถุงขยะอย่างตั้งใจ แต่ผมก็ไม่รู้ว่าควรจะทำตัวแบบไหนในสถานการณ์ตอนนี้
ได้แต่เดินหนีห่างออกไปหลังห้อง เปิดประตูออกไปยืนรับลมที่พัดโชยมาเอื่อยๆ ทอดสายตามองทัศนียภาพยามค่ำอยู่ที่ริมระเบียงหลังห้อง ปล่อยให้ไอ้ต้าร์เก็บกวาดห้องอยู่เบื้องหลัง

 

ผมกำลังหงุดหงิดอะไรอยู่เนี้ย?

“เฮีย......เป็นไรม่ะ?...”
ไอ้หนูแอบตามผมออกมาเงียบๆ ดูท่าทางว่ามันคงจะเป็นห่วงที่ผมกำลังมีอาการแปลกๆไป

“เปล่า....”
“บอกผมได้ม่ะ?”

ผมแกล้งทำเป็นเมินเฉยต่อคำพูดที่ถามผมด้วยความห่วงใย ใบหน้าใสๆที่แสร้งยิ้มหวังเพื่อทำให้ผมเห็นแล้วสบายใจ แต่แววตาของมันก็บอกเลยว่าคนละเรื่องกับรอยยิ้มนั้นเลย

“เฮีย...ทำไมไม่พูดล่ะ? ไม่สบายใจอะไรก็ระบายมาดิ เก็บไว้คนเดียวทำไมเครียดเปล่าๆ”
“ไม่มี...เอ็งออกไปได้มั้ย กรูอยากอยู่คนเดียว”

“ถ้าเฮียเครียดนะ งั้นเอางี้ม่ะ เราไปเล่นเกมกันก็ได้ พวกเกมแรงๆอะไรอย่างเงี้ย ไม่ก็เราก็ไปร้านคาราโอเกะกัน ร้องเพลงให้มันไปเลย ชวยเฮียกายกับพี่ดินไปด้วยก็ดีนะ เอานะ!”

“ไม่ไปหรอก ให้กรูอยู่คนเดียวเหอะน่า”
“อยู่คนเดียวมันฟุ้งซ่านเอาอ่ะดิ นี่ถ้าไม่อยากไปไหน ผมอยู่เป็นเพื่อนเฮียก็ได้นะ จะได้นวดไหล่ให้ไง คลายเครียดๆ”

ไอ้หนูพยายามเอาใจผมทุกอย่างเพื่อให้ผมหายเครียด คงไม่รู้ตัวเลยสินะว่าเรื่องที่ผมเครียดน่ะก็เรื่องมันทั้งนั้น ยิ่งมันมาอยู่ใกล้ๆแบบนี้ผมยิ่งรู้สึกเครียดและสับสนมากขึ้นไปอีก
“งั้นเฮียมานี่....ถ้าเครียดๆแบบนี้แล้วให้ผมนวดให้นะ รับรองหายเครียดทันที”

ไอ้หนูมันพยายามดึงแขนผมเข้าไปในห้อง ด้วยความหวังดีที่อยากให้ผมผ่อนคลายลงไปบ้าง

“อย่ามาจับ!!!”
ตึง!!!!
“โอ้ย!”

ทันทีที่มือมันแตะท่อนแขนของผม ด้วยความไม่ยั้งคิด ผมสะบัดมือของมันออกอย่างแรง จนทำให้ไอ้ต้าร์เซไปชนกับประตูหลังห้อง
ผมไม่ได้ตั้งใจให้มันต้องเจ็บตัวนะ แต่เพราะผมรู้สึกว่าไม่อยากให้มันมาโดนตัวผมอีกแล้ว ไม่ใช่เพราะความรังเกียจไอ้ต้าร์มันหรอกนะ แต่ผมรังเกียจตัวเองที่ต้องไปแตะต้องตัวไอ้ต้าร์เสียมากกว่า

“เฮีย?...”

สีหน้าและสายตาที่มองผมด้วยความงวงงงกับเหตุการณ์กับที่เกิดขึ้น ร่างผอมบางยืนเบียดพิงที่ประตูเพราะแรงสะบัด ขณะที่ผมได้แต่ยืนทื่อหันหน้ามองไปทางอื่นไม่มองหน้าไอ้หนูมันด้วยซ้ำว่ามันกำลังมีสีหน้าและรู้สึกต่อพี่ชายคนนี้ยังไง ตั้งแต่เมื่อกี๊ครั้งนี้ก็สามครั้งแล้วที่ผมทำร้ายความรู้สึกที่ดีของเด็กน้อย ทั้งที่วันนี้ความตั้งใจและความหวังดีต่างๆเตรียมมาเพื่อมาทำให้ผมสนุกด้วยแท้ๆ

“ขอโทษ....แต่เอ็งออกไปซะ! กรูไม่อยากจะเจอเอ็งตอนนี้”

“ผมทำอะไรผิด....เฮีย...กำลังโมโหผมเหรอ?”
“ไม่ใช่!....เอ็งไม่ผิดหรอก แต่ไม่ใช่ตอนนี้ ไปซะ!”

ไอ้หนูคงสับสนมากที่จู่ๆผมก็กลายเป็นยักษ์ไล่มันไปอย่างไม่แยแส น้ำตาใสๆก็ไหลพรั่งพรูออกมาจากดวงตาเรียวยาวของไอ้หนูด้วยความกลัวและใจหายกับคำพูดและการกระทำที่ไร้น้ำใจของผมในวันนี้ ในจิตใจคงกำลังโทษตัวเองว่าทำไม่ดีให้พี่ชายคนนี้ต้องไม่พอใจอะไรสักอย่างแน่ๆถึงได้มีปฏิกิริยาที่ดูเหมือนรังเกียจกันได้ขนาดนี้
ถึงผมจะรู้ว่าคนที่ผมทำร้ายจิตใจจะรู้สึกยังไง แต่ผมก็ไม่อาจจะตอบสนองต่อความรู้สึกของไอ้หนูมันได้เลย เพราะผมเองก็ยากที่จะบอกได้ว่าตัวเองในตอนนี้มันเกิดอะไรขึ้นกับตัวผมกันแน่  ทำไมถึงทำร้ายจิตใจไอ้ต้าร์ได้อย่างเย็นชาขนาดนี้ ทั้งที่มันก็ไม่ได้ทำผิดอะไร แล้วที่ต้องมาลงเอยด้วยการขับไล่ไสส่งไอ้ต้าร์แบบนี้ไปแล้ว ผมควรจะทำตัวแบบไหนดี? ผมหาทางออกเองไม่เจอแล้ว......

ไอ้หนูพยุงตัวเองให้ยืนขึ้นเดินออกจากประตูหลังห้อง ดวงตาที่ฉ่ำไปด้วยน้ำตาหันมองมาที่ผมดั่งจะอ้อนวอน แต่พี่ชายที่แสนจะใจร้ายและเย็นชาคนนี้ไม่มีแม้แต่จะมองมาเพื่อสบตาเลยด้วยซ้ำ

 

ไม่มีคำพูดใดๆออกจากปากผมและไอ้หนูมันเลย........


มีเพียงเสียงสะอื้นร้องไห้กับเสียงฝีเท้าที่ลากย่ำเดินออกไปจากห้องอย่างช้าๆ เสียงนั้นทำให้ผมต้องเงยหน้าขึ้นมองแผ่นหลังเล็กๆที่กำลังเดินห่างออกไป
กรูกำลังทำเอี้ยอะไรกับมันอยู่เนี้ย!!!

ยิ่งไอ้หนูมันเดินเข้าใกล้ประตูเพื่อที่จะออกไปจากห้องของผมมากเท่าไหร่ ความรู้สึกผิดก็เริ่มเกาะกุมและถาโถมเข้ามาในใจของผมอย่างหนักหน่วงรวดเร็ว ในที่สุด.......

“ต้าร์!!!”
ผมตะโกนเรียกออกไปหมายจะฉุดรั้งให้เด็กน้อยหยุดมาฟังผมจะพูดสักครั้ง

“ผมจะรีบออกไป เฮียไม่ต้องเร่งหรอก”
น้ำเสียงสั่นเครือที่ตอบกลับมาเหมือนกำลังจะร้องไห้แต่คงฝืนกลั้นเอาไว้ ไอ้หนูรีบเร่งฝีเท้ามุ่งสู่ประตูห้อง ไม่แม้แต่จะหันมามองหน้าผมเลย ด้วยที่เข้าใจว่าพี่ชายคนนี้คงอยากให้มันรีบออกไปจากห้องซะไวๆ.......

“ต้าร์......เดี๋ยว!”
ผมเรียกไอ้หนูมันอีกครั้ง แต่กลับกลายเป็นว่าผมยิ่งเรียกคงดูเหมือนยิ่งไล่ ไอ้เด็กน้อยเดินออกไปแล้วปิดประตูห้องโดยไม่หันหลังกลับมามองที่ผมอีกเลย

 

ผมคว้าตัวไอ้ต้าร์ไว้ไม่ทัน มันเดินออกจากห้องผมไปแล้ว
ความรู้สึกกลัวที่มีในใจอยู่แล้วกลับยิ่งโหมทวียิ่งขึ้น แล้วความเจ็บปวดในใจมันเป็นอะไร มันเจ็บแปล๊บไม่ยอมหยุด

หลังจากที่ผมได้ฟังที่ไอ้กายมันพูดมาแล้ว ผมได้กลับมานึกถึงตัวเองอยู่นาน เลยรู้ได้ว่าผมกำลังกลัว......กลัวตัวเองมาก
กลัวที่ต้องสูญเสียความเป็นตัวตนของตัวเองไป.............

ความกลัวทำให้ผมต้องตัดสินใจทำร้ายจิตใจของอีกคนไปอย่างใจร้ายที่สุด

 

 


.............................................ผมควรจะทำไงดี?


+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

 

Comment

Comment:

Tweet

You should feel absolutely safe ordering customized academic papers online! Reputable <a href="http://www.supremeessays.com/custom-research-writing.html">custom research writing</a> company will usually get you guarantees that you receive non-plagiarized papers.

#2 By BriggsMelissa35 (94.242.214.6) on 2011-12-10 21:53

ก็ยอมรับ เเล้วไปง้อต้าร์สิเเม็ก เเง่ง

รออ่านต่อนะคะ

#1 By gowe on 2010-06-18 23:53