นอกรอบกับ...kakairu

posted on 12 Sep 2010 02:02 by ota-oak

แหม้!!!!! ในชีวิตนี้ว่าจะไม่ชอบอะไรง่ายๆแล้วนะ

แต่เมื่อได้พบกับคู่นี้ kakashi x iruka

ใจก็ตกหลุมรักหลุมบะเร่อเชียว

ทั้งติดตาม ทั้งหาโหลดหาอ่านกันซะวันๆไม่ทำอะไร

สุดท้ายก็กลายเป็นติดงอมแงม

น่ารักขนาดนี้จะดูแค่คนเดียวคงไม่ดี ต้องเผยแพร่ซะหน่อย

ผลงานของนักวาดโดจินท่านต่างๆคับ

 

 

 

 

กร๊ากกกกกกก!!!! จะหวานกันไปถึงหนายยยยยย

 

 

 

 

โว้ยยยยยย!!!! น่ารักเกินไปแล้นนนนนน

 

 

 

จนแล้วจนรอด ก็ขอวาดเองซะมั่ง

เอาให้สมใจอยาก นี่เลย ....คาคาชิและอิรุกะ ตามแบบฉบับของตัวเองคับ

และขาวดำสักหน่อย

edit @ 12 Sep 2010 02:26:20 by boyplus


Boy Plus
♥ Part 24: ศิราณี...หมี&กระต่าย(จบPart)

 เห็นสภาพไอ้แม็กตอนนี้แล้ว บอกเลยว่า...หดหู่สุดๆ

 

หลังจากที่ช่วงเช้าผมและดิน ร่วมด้วยช่วยกันจัดการเปลี่ยนสภาพห้องจากรังหนูเป็นห้องที่คนอยู่ได้ อย่างที่ผมสัญญากับไอ้แม็กไว้ว่าวันนี้ผมจะมานอนที่ห้องกับมัน เพราะมันขาดเรียนไปหลายวันผมก็เลยต้องเอางานที่จะต้องส่งมาให้มันทำด้วย จะเฮิร์ทจะแห้วขนาดไหนการเรียนก็ต้องไม่ทิ้ง ที่สำคัญมันออกจะมีอาการซึมเศร้าอยู่แล้ว ขืนปล่อยให้อยู่คนเดียวอีกไม่วายต้องกลับมาเป็นเหมือนเดิมแหง

“งายล่ะเมิง...ไหวมั้ยเนี้ย? สภาพแมร่งยังกะผีดิบเลยเมิง”
“กรูก็เป็นของกรูแบบนี้ เมิงนี่เอาแต่หาเรื่องจับผิดกรูจริง ก็บอกเมิงแล้วไงว่ากรูไม่เป็นไรน่ะ”
โห...ไม่เป็นไรของมัน แล้วไอ้สภาพของคนที่ไม่อาบน้ำมาเป็นอาทิตย์กับห้องเน่า มันเป็นสภาพดั้งเดิมของมันตั้งแต่เมื่อไหร่

“ทำปากดีไปเหอะ...แล้วนี่ว่าไง เมิงได้โทรไปหาไอ้ต้าร์มันม่ะ?”
“กรูโทรเป็นร้อยครั้งแล้ว...แต่ไม่รับสายสักครั้ง นี่ต้าร์มันคงไม่ให้อภัยกรูไปตลอดแน่ๆ ....ไอ้กาย เมิงไม่รู้จริงๆเหรอว่าต้าร์อยู่ไหนน่ะ?”
“กรูไม่รู้ ...แล้วมันก็ไม่ได้บอกกรูเหมือนกันว่าอยู่ที่ไหน”
ไอ้แม็กถึงกับหน้าเครียดขึ้นมาทันที เหมือนหมดความหวังที่จะได้เจอหน้าไอ้ต้าร์อีก ดูท่ามันท่าทางนิ่งๆแต่ในใจมันคงแทบระเบิด ไอ้ขี้เก๊กเอ๊ย! กรูเป็นเพื่อนเมิงมาตั้งนานทำไมจะดูไม่ออก เนี้ยล่ะน้า~ ที่เค้าว่าปากไม่ตรงกับใจ ไม่รู้ว่าเมิงจะเก็กไปถึงไหน
แต่ก็อดสงสารมันไม่ได้แฮะ เอาไงดีล่ะ? ผมจะบอกมันดีมั้ยล่ะเนี้ย ว่าไอ้ต้าร์มันโทรหาผมกับดินทุกวันเลย
แต่ทุกครั้งที่ไอ้ต้าร์มันโทรมาจะใช้เบอร์ตู้โทรศัพท์เสมอ ส่วนเรื่องที่คุยก็มีเรื่องเดียวคือ ถามเรื่องไอ้แม็กเป็นยังไง ทำอะไรบ้าง บลาๆๆ  ไอ้นี่ก็อีกคน...ทั้งๆที่ตัวเองก็รักไอ้แม็กจะตายห่า แต่เล่นสมยอมเป็นน้องมันซะงั้น ไม่ซื่อสัตย์ต่อตัวเองซะเลย ส่วนเรื่องที่มันถามผมก็ได้แต่โกหกไปว่ามันว่าไอ้แม็กสบายดี  เพราะอยากให้มันได้หลบไปพักทำใจให้สบายๆไม่ต้องคิดมากเหมือนกัน
พอผมถามกลับไปว่าอยู่ไหน มันก็ตอบแค่ว่าบ้านเพื่อน..บ้านเพื่อน อยู่อย่างงั้น ซักเท่าไหร่ก็ไม่ยอมบอกสักที พอไอ้ต้าร์มันจะใจแข็งก็เอาเรื่องเหมือนกันนะ
อืม....ตอนนี้ผมว่า ผมยังไม่บอกไอ้แม็กมันหรอก ปล่อยเรื่องนี้ให้มันสองคนได้จัดการเองจะดีกว่า ไม่นานไอ้ต้าร์ก็จะกลับมาแล้วนิ  อีกไม่กี่วันเอง


ไอ้แม็กมันก็นั่งนิ่งเป็นหุ่นอยู่ที่เตียงมัน ไม่พูดไม่จา เวลาถามคำก็ตอบคำ แล้วตอนที่เห็นว่ามันหน้าถอดสี จริงๆผมว่าหน้ามันดูซีดๆมากกว่า แถมขอบตามันคล้ำๆพิกล
“ไอ้แม็ก! หลายวันมาเนี้ยเมิงๆได้นอนรึเปล่า ตาเป็นหมีแพนด้าแล้วเมิง”
“นอนสิ...” คนที่ได้นอนตามันจะเป็นแบบนี้เร้อ.... หลักฐานอยู่บนหน้ามันแท้ๆ โกหกไปก็จับได้อยู่ดี

“หน้าเมิงดูซีดๆนะ เป็นไรป่ะวะ?”
“ก็เมิงให้กรูอาบน้ำ ที่หน้ากรูดูซีด กรูทาครีมมาไง ครีมหน้าขาว”
“ไอ้เอี้ย! อย่ามากวนตรีน ไหนกรูดูดี เมิงเป็นไข้ป่ะ?” ผมเห็นมันมีสีหน้าแปลกๆ เลยอยากจะลองเช็คดูว่าเป็นไข้รึเปล่า ผมเลยเอื้อมมือไปแตะที่หน้าผากมัน แต่ไอ้แม็กมันก็ดื้อปัดมือผมออก บอกว่าไม่เป็นไรๆ ผมก็รู้สึกหงุดหงิดทันทีเพราะตอนที่แตะโดนหน้าผากมันตัวมันร้อนเป็นไฟ แล้วมันยังจะมีหน้ามาบอกว่าไม่เป็นไรอีก

“ไอ้เอี้ยเอ้ย!! เมิงเป็นไข้อยู่นี่หว่า แล้วเมิงไม่รู้ตัวรึไง ตัวแมร่งร้อนชิ๊บหายเจือกบอกไม่เป็นไรอีก เห็นชัดๆว่าเมิงป่วยอยู่ พรุ่งนี้เมิงไม่ต้องไปเรียนแล้ว ส่วนกรูจะลาด้วย จะได้มาเฝ้าไข้เมิง ไอ้สาด! นอนไปเลย เดี๋ยวกรูจะตามหมอมาให้”

“เฮ้ย....กรูไม่ได้เป็นไรหนัก เมิงไม่ต้องพาหมอมาหรอก เฮ้ย....ไอ้กาย!” ไอ้นี่นิ!ขนาดนี้แล้วยังจะดื้อด้านอีก ชักจะรับมือยากแล้วนะเมิง
“เมิงนอนลงไปเลย นอนอยู่เฉยๆ ตอนนี้ชีวิตเมิงอยู่ในกำมือกรูแล้ว ขอขอยึดอำนาจและสิทธิส่วนบุคคลของเมิงตั้งแต่ตอนนี้เป็นต้นไป ตอนนี้เมิงต้องทำตามที่กรูบอกเท่านั้น กรูยังไม่อยากจะเห็นเพื่อนกรูตายกะอีแค่เรื่องขี้มดแบบนี้นะโว้ย!”

ผมโทรเรียกดินให้ขึ้นมาบนห้อง เพราะจะได้ช่วยกันดูแลเช็ดตัวไอ้แม็กให้ก่อนที่หมอจะมาถึง
....นึกถึงหมอคนไหนไม่ออก พอดีนึกไปถึงหน้าเฮียนัท ลูกพี่ลูกน้องของผมที่มีเพื่อนเป็นหมออยู่พอดี ก็เลยลองโทรเรียกผ่านเฮียแกดู แล้วก็ได้จริงๆ สักพักเฮียนัทก็มาพร้อมกับเพื่อนที่เป็นหมอเข้ามาตรวจดูอาการของไอ้แม็กมันถึงห้อง


“แม็กเป็นไงมั่งล่ะ ไอ้หมอ”
เฮียนัทแกก็ดี อุตส่าห์พาเพื่อนหมอมาให้ตรวจถึงห้อง แล้วยังจะดูแลเอาใจใส่ให้อีก
“ไข้หนักอยู่เหมือนกัน แต่ฉีดยาให้แล้ว อีกอย่างเห็นเพื่อนคนไข้บอกว่าเก็บตัวในห้องที่ไม่สะอาดมาเป็นอาทิตย์ แถมยังเครียดจัดก็เลยเป็นผลสะสมจนเป็นไข้ในตอนนี้แหล่ะ”
“อ่อๆ....ถ้าพอรับมือไหวก็ดี ขอบใจเมิงนะไอ้หมอที่มาช่วยดูอาการน้องกรู”
“ไม่เป็นไร ถือว่าชดเชยให้ที่เคยช่วยตอนสมัยเรียนแล้วกัน ส่วนน้องก็พักผ่อนเยอะๆ แล้วก็กินยาให้ครบตามที่หมอสั่งนะ... ส่วนเรื่องยาไม่ต้องห่วง ไปรับที่ร้านแฟนไอ้นัทมันนี่แหล่ะ รับรองว่าน้องจะหายเร็วแน่ๆ”

“ไอ้หมอปากหมา! ยังจะมาแซวกรูอีกนะไอ้บ้า! ไปๆ หมดหน้าที่เมิงแล้วก็กลับบ้านหาลูกหาเมียเมิงได้แล้ว เดี๋ยวกรูจะไปส่ง”
พอหมอพูดถึงเรื่องนี้ เฮียนัทถึงกับออกอาการเขิน ทำเสียงเข้มกราดเพื่อนหมอไปแบบดุๆ
ก็จะไม่ให้เฮียแกเขินได้ไง...ก็....อ่า...แฟนเฮียนัทเป็นเภสัชกร แถมเป็นผู้ชายเหมือนกันอีก นี่อุตส่าห์เปิดเผยกับที่บ้านไปแล้ว แต่เพื่อนๆเฮียนัทก็รู้กันมาตั้งนาน
แล้วไอ้วันที่แกเปิดตัวแฟนแกนะ พ่อกับแม่เฮียนัทถึงกับจะเป็นลม แต่ไปๆมาๆก็เข้าใจและเริ่มรับได้ เพราะความจริงใจของเฮียแกอีกทั้งแฟนก็ดีแบบโคตรๆ เฮียนัทกับแฟนที่ชื่อพี่เนย์ ก็อยู่ด้วยกันอย่างผาสุขตราบจนทุกวันนี้.....
เห็นเฮียแกนิ่งๆ ไม่คุยเรื่องแฟนให้ใครฟัง ผมก็เพิ่งมารู้หลังจากที่ผมคบกับดินได้ไม่นานเหมือนกัน ตระกูลของผมก็คงต้องฝากความหวังให้กับพี่ชายทั้งสองของผมซะแล้ว ส่วนตัวผมกับเฮียนัทขอแยกเดินทางสายนี้ไปต่างหากก็แล้วกัน


................................

ผมจัดการออกไปจัดยาที่ร้านพี่เนย์แฟนเฮียนัทได้สักครึ่งชั่วโมงโดยฝากให้ดินดูแลมันไปสักพัก....

 พอกลับมาถึงห้องไอ้แม็กก็หลับสนิทเพราะยาที่หมอฉีดให้ก่อนหน้านั้นแล้ว แต่ไม่เห็นดินอยู่ในห้องด้วย ออกไปไหนของเค้าหว่า? ช่างเหอะ...จะให้เฝ้าตลอดเวลาคงไม่ใช่ธุระของเค้านี่นา

~แอ๊ดดด~
ผ่านไปสักพักดินก็แง้มประตูเข้ามา แต่สายตาของดินก็เหลือบมองไอ้แม็กแบบหวั่นๆ

“แม็กหลับอยู่ใช่ป่ะ?”
“อืม...หลับแล้ว ...ดินมีไร?”
“กายออกมาข้างนอกสักหน่อยสิ...มีเรื่องจะคุยด้วย....เร็วๆหน่อยก็ดี” ดินมีสีหน้าตระหนกอย่างเห็นได้ชัด ท่าทางลุกลี้ลุกลนพิกล เป็นอะไรของเค้าหว่า?
 “อ่ะๆ” ผมเดินตามออกจากห้องไปตามคำขอของดิน

เราออกมายืนคุยกันที่หน้าห้องไอ้แม็ก กระต่ายน้อยของผมทำคิ้วผูกกันซะเป็นปมเลย ท่าทางเรื่องที่คุยคงสำคัญ
“กาย...คือว่า.....ต้าร์น่ะ เมื่อกี๊โทรมา” โธ่....นึกว่าอะไร แค่ไอ้ต้าร์โทรมาแค่นี้เองเหรอ แล้วทำไมต้องเครียดด้วยล่ะเนี้ย
“อื้อ! แล้วไง?”
“ต้าร์ก็มาถามอย่างเคยแหล่ะ แต่พอถามว่าแม็กทำไรอยู่ แต่เราเผลอหลุดปากว่ากำลังหลับเพราะฉีดยาอยู่อ่ะดิ ลืมนึกไปเลยว่ากายห้ามบอกต้าร์อ่ะ”
“อ้าว! แล้ว...แล้วมันว่าไงมั่ง?” เวรล่ะ! กระต่ายน้อยคนซื่อจะทำแผนแตกซะแล้ว

“บอกว่า...จะมานี่เดี๋ยวนี้แหล่ะ!...เอาไงล่ะกาย?” 
ช่ะ!!!มันมาเร็วกว่าที่คาดเว้ย ........

 “อื้อ....มาก็มาดิ”

“หา?.....กายไม่กลัวว่าแผนการของกายจะพังเหรอ?”
“แผนเผินอะไรนั่นน่ะไม่มีร๊อกกก!”  กระต่ายน้อยดูท่าสงสัย เพราะฟังจากที่ผมพูดมาหลายครั้งว่ามีแผน แต่พอมาวันนี้กลับบอกว่าไม่มีอะไร ไม่แปลกหรอกที่จะงงน่ะ

“กาย!พูดมาดีๆ จะทำอะไรกันแน่”
กระต่ายน้อยเริ่มของขึ้น ยืนกอดอกจ้องหน้าผมเป๋ง เพราะคนที่ดูเป็นห่วงเป็นใยแถมยังคิดเรื่องของไอ้คู่นี้ที่สุดก็ดินน่ะแหล่ะ พอได้ยินผมพูดไปแบบนั้นก็เริ่มมีอาการเคืองๆ ทำหน้ายักษ์ใส่อีกล่ะ

“อ่าน่า...อย่าเพิ่งโมโหสิจ๊ะ....ก็กายเคยบอกแล้วไง ว่าแค่อยากให้ไอ้คู่เนี้ยได้กลับไปคิดเรื่องของตัวเอง แล้วนี่ก็นานพอที่พวกมันจะคิดได้แล้วล่ะ เพราะเท่าที่ดูๆกันมา ไอ้แม็กมันก็มีอาการชี้ชัดแล้ว ส่วนไอ้ต้าร์คงไม่ต้องพูดถึงหรอก ถึงปากมันจะบอกว่าอยากไปห่างๆไอ้แม็ก แต่เล่นโทรมาถามกันทุกวันว่ามันเป็นไง ทำไรอยู่แบบเนี้ย...แค่นี้ก็พอรู้แล้วล่ะ”
“อ่อ...อ่านะ” เข้าใจอะไรง่ายๆก็ดี แบบนี้ค่อยน่ารักหน่อย
“แล้วกายจะทำไงต่อล่ะ? ต้าร์จะมานี่แล้วนะ”
“ไม่เป็นไรหรอก ให้มันมาเหอะ”
ผมส่งยิ้มให้พร้อมกับโอบไหล่น้อยๆของดินไว้ให้สบายใจ ดินเห็นสีหน้าผมก็ผ่อนคลายลง

“ไปรอไอ้ต้าร์ในห้องไอ้แม็กดีกว่า เดี๋ยวมันมาก็ค่อยว่ากันอีกที”
“อื้อ...”
เราสองคนตกลงที่จะไปรอในห้องไอ้แม็ก รอแค่เพียงคนสำคัญที่จะมาดำเนินเรื่องราวให้สานต่อ....ต่อไป


...
.......
...........
...............

ไม่นานนัก...บุคคลที่เราคิดไว้ก็มาถึง.....

เสียงฝีเท้าที่รีบเร่งวิ่งขึ้นมาถึงชั้นสามอย่างรวดเร็วทำให้ได้ยินมาแต่ไกล ร่างเล็กที่หอบเหนื่อยเพราะการวิ่งก็มาหยุดยืนที่หน้าประตู พยายามข่มความเหนื่อยด้วยการปรับลมหายใจให้ยาวขึ้น อีกทั้งเช็ดหน้าเช็ดเหงื่อตัวเองจนแห้ง ความเหนื่อยได้เบาบางลงไปแล้ว แต่หัวใจกลับเต้นแรงไม่หยุด
มือของต้าร์ที่สั่นเทาเอื้อมมาจับที่ลูกบิดประตู แต่ในใจก็เกิดหวั่นกล้าๆกลัวๆไม่เปิดประตูเข้าไปซะที ทั้งๆที่คนที่อยากเจอเพียงไม่กี่ก้าวก็จะได้พบแล้ว
....เอาไงดี?....จะเข้าไปดีมั้ยนะ?.....
ความลังเลที่จะต้องพบเจอกันอีกครั้ง ทั้งที่รักหมดใจแต่ก็กลัวที่จะต้องพบหน้า ทำให้ร่างกายของต้าร์ดูจะหยุดเพียงที่หน้าประตูไม่ขยับไปไหนได้เลย
....จะทำสีหน้ายังไงดี? จะพูดยังไงดี? .....ไม่น่าใจร้อนรีบมาโดยไม่คิดไว้ก่อนเลย แต่ก็อยากรู้เหลือเกินว่าเค้าเป็นยังไงบ้าง....แล้วอีกอย่างนะ....ถ้า....

((( ฟึ่บ! )))

“อ๊ะ!!!!”
ยังไม่ทันที่ต้าร์จะคิดเรียบเรียงเรื่องต่างๆในหัวได้ ประตูที่อยู่ตรงหน้าพลันก็เปิดออกจนทำให้ตกใจ มือที่กำลูกบิดไว้พอประตูเปิดก็ทำให้เซถลาเข้าไปข้างในอย่างไม่ทันตั้งตัว ต้าร์ที่ไม่ทันได้ระวังก็เดินเข้ามาในห้องของแม็กซะแล้ว

 

“กำลังรออยู่เชียว...เข้ามาสิ”

 

ในใจไอ้ต้าร์คงจะคิดว่าคนที่เปิดประตูนั้นคงเป็นไอ้แม็ก เพราะดูมันจะตกใจมาก แต่เปล่าเลย...กลับเป็นผมเอง กาย.....

ที่ผมรู้ว่ามันมาถึงแล้วก็ไอ้เสียงวิ่งที่ดังชัดขนาดนี้ กับเงาที่ลอดผ่านใต้ประตูอยู่นานสองนาน ผมกลัวว่ามันจะตัดสินใจไม่ยอมเข้ามาก็เลยชิงเปิดประตู ตัดสินใจแทนมันให้มันรีบเข้ามาจะดีกว่า

สีหน้าของไอ้ต้าร์มันดูตื่นๆ ไอ้เด็กเมื่อวานซืนที่คิดรักกับชายแท้อย่างไอ้แม็ก มาวันนี้ดูมันจะโตขึ้น ทั้งที่แค่อาทิตย์เดียวจะเปลี่ยนแปลงคนได้ถึงขนาดนี้เลยเหรอ ผมไม่รู้หรอกว่าอาทิตย์ที่ผ่านมา มันไปทำอะไรมาบ้างถึงได้มีบุคลิกที่เปลี่ยนไปแบบนี้ แต่ที่รู้คือในใจมันไม่ได้เปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนเลย มันยังคงรักแบบยึดติดกับไอ้แม็กทุกลมหายใจ

พลันสายตาไอ้ต้าร์มองเข้ามาในห้องก็พบกับผมที่เปิดประตูให้ ดินที่นั่งดูอาการไข้ของไอ้แม็กอยู่ข้างเตียง
และ....ไอ้แม็กที่กำลังนอนซมเพราะฤทธิ์ยาอย่างเงียบๆ

“แม็กเค้ายังหลับอยู่เลย ต้าร์เข้ามาเถอะ...” ดินเรียกให้มันเข้ามาหาแม็กที่นอนหลับไม่รู้เรื่องอยู่บนเตียงของมัน
 
“หมดธุระของพวกกรูแล้วนะ ....งั้นดิน เราออกไปจากห้องนี้กันเถอะ”
“อื้อ”
ผมกับดินช่วยให้ไอ้ต้าร์ได้พบกับไอ้แม็กแล้ว ถึงไอ้แม็กมันจะไม่รู้ตัวก็ตาม ก็ถือว่าพวกผมได้ช่วยมันจนสำเร็จไปแล้ว

“ด...เดี๋ยวสิ! พวกพี่อย่างเพิ่งไปสิ แล้ว...แล้วผมล่ะ?”
“เรื่องของเอ็งว่ะไอ้ต้าร์ หน้าที่ของพวกกรูก็มีแค่นี้ นอกนั้นเป็นเรื่องของเอ็งกับไอ้แม็กมันแล้ว ทุกอย่างก็แล้วแต่พวกเอ็งจะคิดจะทำยังไงต่อไป ทางเดินของใครก็ต้องเดินเอง กรูแค่พามาส่งปากทาง จุดหมายของเอ็งสองคนจะไปทางไหนแล้วแต่ล่ะกัน ไปล่ะ! กรูกะดินจะได้ไปพักผ่อนซะที เล่นบทเป็นพยาบาลดูแลไอ้แม็กมันนานแล้ว เหนื่อยแล้วว่ะ”

ผมกอดคอดินเดินบ้ายบายออกจากห้องไปอย่างแฮปปี้ ปล่อยให้ไอ้ต้าร์ยืนหน้าซีดอยู่ในห้องกับไอ้แม็กที่นอนสลบไม่รู้เรื่องกันสองต่อสอง
ก่อนจะออกจากห้อง ดินก็ยังส่งข้อความทิ้งท้ายถึงไอ้ต้าร์มันด้วย
“ฝากดูแลแม็กต่อด้วยล่ะกันนะ ต้าร์....”

 


......................................


“เฮ้อ....จบซะทีหน้าที่เป็นแม่สื่อให้พวกบ้านี่” ผมรู้สึกโล่งอย่างกับได้ยกภูเขาออกจากอก ทำตัวเป็นคนดูแลผู้ป่วยมานานแล้ว พอคิดว่ามันเสร็จแล้วก็รู้สึกดีชะมัดเลย
“แบบนี้เค้าไม่เรียกแม่สื่อหรอก เค้าเรียกว่าผู้ช่วยเหลือผู้กำลังตกทุกข์ได้ยากต่างหากล่ะ”
มาแนวนักบุญเลยนะแฟนผมเนี้ย

“อ่าน่าเหมือนๆกันแหล่ะน่า....ว่าแต่ หลายวันมาเนี้ยเราไม่ได้ทำมาตั้งนานแล้ว วันนี้กายขอนอนห้องดินนะ”
หลังจากงานจบมันก็ต้องมีการฉลองกันบ้าง แล้วการฉลองแบบไหนจะดีเท่าการได้จึ๊กกะดึ๋ยกับกระต่ายที่น่าหม่ำอีกแล้ว
“ไม่ได้! ไหนบอกว่าพรุ่งนี้จะลาหยุดเฝ้าไข้ให้แม็กต่อไง แล้วเราก็ต้องไปเรียนเช้าด้วย ไม่เอาหรอก!” อ้าว! ไหงทำร้ายจิตใจกันขนาดนี้ล่ะจ๊ะ

“หูย!!! หลายวันมาเนี้ยเราไม่ได้อยู่ด้วยกันแบบส่วนตัวนานแล้วนา อีกอย่าง...เรื่องเฝ้าไข้ไอ้แม็กก็มีไอ้ต้าร์มาดูแลแทนแล้วนี่นา นะๆๆ”  ผมเข้าไปกอดเอวจากด้านหลัง มือก็ซนจับนั่นจักจี้นี่ หวังให้ดินเคลิ้มๆมั่ง

“เฮ้ย! ปล่อยนะ บ้ารึไง อย่ามาทำรุ่มร่ามในที่สาธารณะนะ เดี๋ยวคนมาเห็น”
“แหมๆ จับนิดแตะหน่อยทำอาย ตอนนี้ที่ระเบียงที่เราเดินกลับห้องก็ไม่เห็นมีใครซะหน่อย แต่ถ้ามีคนเห็นก็ดีสิ ตื่นเต้นดีออก ♥” เริ่มโรคจิตล่ะกรู อิๆ
“อ่อ...เหรอ? หน้าหนาอย่างกะคอนกรีตเสริมเหล็กแบบนี้เอง ถึงได้ไม่อายเนาะ”  มีจิกกัด ...มีจิกกัด แต่ไม่เป็นไร ...ศรีทนได้
“อายทำไมล่ะคนเยอะแยะ....เค้าจะได้รู้ๆกันไงว่าเราร๊ากกกกกันขนาดไหน ชิมิๆ”
 “เหรอ?....ไม่อายใช่มั้ย...งั้นแบบนี้ล่ะเป็นไง!!!!”

(((( พรืดดดด!!! ))))

เสียงอารายหว่า?
ความรู้สึกเย็นโล่งของสายลมเอื่อยๆไหลพัดผ่านท่อนขาและง่ามตรูดผม ความเย็นนั้นทำเอาซะขนหน้าแข้งลุกชูชันแถมยังปลิวไสวไปกับสายลมเบาๆ ก้มมองไปเบื้องล่างก็เห็นท่อนขาอันล่ำสันและขนหน้าแข้งที่แสนดกดำยังกะป่าหญ้าคา ดูๆไปก็เซ็กซี่แบบแมนๆเหมือนกันนะผมเนี้ย
อ้าว! แล้วกางเกงกรูหายไปไหนหว่า? ......อ่อ! กองอยู่ที่ตาตุ่มนี่เอง.......หืม?!?!?!?!?

“เฮ้ยยยย!!!”

มัวแต่เคลิ้มกับบรรยากาศสายลมเย็นอยู่ได้ ตัวเองโดนถอดกางเกงลงกองกับพื้นไม่รู้ตัวอีก แถมโดนถอดรูดออกมายันบ๊อกเซอร์ด้วย เหลือแต่ไข่ห้อยโทงเทงจากขอบปลายเสื้อยืดตัวเก่ง มิน่าถึงได้เย็นง่ามตรูดอิ๊บอ๋าย   ว๊ากกกกก!!!

ส่วนเจ้ากระต่ายน้อยตัวดีของผมวิ่งแจ้นไปไกลแล้ว ได้ยินแต่เสียงหัวเราะเลียนแบบตัวร้ายในละครแต่ไกลๆ
ฮึ่ม!!! แสบมากกก เล่นแรงขนาดนี้ คืนนี้ก็อย่าหวังได้หลับได้นอนกันเลย  พ่อจะจัดให้ซะสิบยก ล่อมันจนฟ้าเหลือง ยืนไม่ได้กันไปเล้ยย!!!!


 “ว๊ากกกกก!!!จงตายคาอกเพราะรสรักของไอ้หมีคนนี้ไปซะเถอะ เจ้ากระต่ายตัวแสบบบบ!!!!”

 

 


+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

 

...อ้าว!เฮ้ย! แล้วแม็กกับต้าร์เป็นไงล่ะ???...ไปซะแล้วไอ้หมีหื่น

edit @ 1 Sep 2010 09:11:32 by boyplus


Boy Plus
♥ Part 24: ศิราณี...หมี&กระต่าย(Partแรก)

 สวัสดีครับ.....หายไปนานนะครับ     ผม...กายไงล่ะครับ

หลังจากที่ต้าร์แอบย้ายหอไปอย่างเงียบๆได้ 5 วันแล้ว (แต่ก็แค่ย้ายไปชั่วคราวนะ) แต่มีไอ้โง่คนบางคนที่ไม่รู้เรื่องนี้ เพราะมันดันคิดว่าไอ้น้องต้าร์มันย้ายหนีมันไปจริงๆ ...แล้วมันก็เป็นความจงใจของผมนี่แหล่ะที่ไม่คิดจะบอกมัน ปล่อยให้มันจ๋อยแบบนี้ไปสักพักจะดีกว่า ให้มันได้ลงโทษตัวเองกับความซื่อบื้อของมันซะมั่ง

อ่า....ไม่ใช่ว่าผมจะกำลังดึงเพื่อนให้มาชอบผู้ชายเหมือนกันนะ!
 แต่ที่ผมกำลังทำอยู่ก็แค่อยากให้มันรู้ใจตัวเอง ที่สำคัญที่ผ่านมาไอ้แม็กมันก็ไม่เคยรู้เลยว่าทำให้ใครเจ็บปวดเพราะมันมาบ้าง คราวนี้เป็นโอกาสดีที่มันจะได้นึกคิดทบทวนเรื่องราวต่างๆที่มันทำมาซะหน่อย
แต่ใช่ว่าผมจะใจร้ายแกล้งมันซะทีเดียว ช่วงนี้ไอ้แม็กมันกำลังเฮิร์ทหนัก ผมกับกระต่ายน้อยก็เฝ้าดูมันเป็นระยะ เห็นมันทำตัววางก้ามเป็นบิ้กบอสที่ควบคุมทุกอย่างได้ แต่พอมันมาตกในอารมณ์แบบนี้ ก็ห่วงๆว่ามันจะสติหลุดเผลอทำอะไรแผลงๆเข้าเหมือนกัน
หลายวันมาเนี้ยผมก็ไม่ค่อยเห็นมันปรากฏตัวเท่าไหร่ด้วยสิ กลัวมันจะเป็นศพคาห้องมันซะก่อน

 

 

“แม็ก...เปิดหน่อย กรูเอง”


......ชิ้ง......


ไม่มีเสียงตอบรับแต่อย่างใด .....แต่มันก็เดินออกมาเปิดประตูให้ผมอย่างเงียบๆ
“กรูเข้าไปนะ”
“อืม...”

ผมสาวเท้าเดินเข้าไปในห้องที่ปิดม่านซะมืด กลิ่นอับๆภายในห้องโชยเข้าแตะจมูก เดินย่ำไปแต่ละก้าวบนพื้นก็รู้สึกสากๆแถมมีอะไรกองจนเหยียบซะเต็มเท้า
“อะไรของเมิงเนี้ย? อยู่ซะมืด เปิดไฟหน่อยดิวะ”
“อืม.....”

ไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ มีแต่อืมลูกเดียว ผมเลยถือวิสาสะเปิดไฟให้สว่างขึ้นสักหน่อย ทันที่ที่ไฟสว่าง เล่นเอาผมซะอึ้ง!

“ไอ้แม็ก...ห้องเมิงเนี้ย...เน่าสุดยอด!!!!”

อย่างที่ผมว่าครับ ตอนนี้ห้องของไอ้แม็กมันเน่าสุดๆ ใกล้เคียงกับห้องผมเมื่อสมัยก่อนเป๊ะ! เสื้อผ้าที่ใส่แล้วปนกับไม่ใส่กองกันเละกระจุยกระจาย จานชามไม่ล้าง ห้องน้ำไม่ขัด เอาง่ายๆทั่วทั้งห้องมันเละเทะสุดๆ ทำเอาผมอึ้งไปเหมือนกัน ไม่นึกว่ามันจะเป็นหนักขนาดนี้

แต่ที่เห็นจะหนักสุดก็สภาพของตัวมันเองนี่แหล่ะ ผมเผ้ากระเซิง หน้ามีหนวดเคราขึ้นเต็มคงเพราะเกือบทั้งอาทิตย์มันไม่โกนหนวดเลย เสื้อผ้าที่มันใส่ก็ยับๆเก่าๆ สีหน้าดูไม่สดชื่นไร้แวว ขนาดที่ว่าไปเรียนปกติผมจะเจอมันเข้าห้องเรียนก่อน ช่วงนี้มันกลับหายต๋อม ไม่ก็เข้าห้องช้า จนอาจารย์เริ่มถามหามันเพราะปกติแล้วมันไม่เคยขาดเรียน ไม่ไม่นึกไม่ฝันว่าไอ้คนที่เจ้าระเบียบ เนี้ยบตั้งแต่หัวยันตรีนอย่างมันจะมีสภาพแบบนี้ได้ .......เป็นเอามากเว้ย!?!

“อ่า....ไอ้แม็ก เห็นสภาพเมิงกับห้องเมิงแล้ว เมิงทำกรูคิดหนักเลย...โห! ไม่เห็นหน้าแค่ไม่กี่วัน  อาการหนักเข้าขั้นโคม่าเลยนะเมิง”
“กรูไม่เป็นไร....แค่ขี้เกียจแค่นั้น เมิงไม่ต้องมาเป็นห่วงกรูหรอก”

!?!.....

ห๊า!....มันเป็นเอามากจริงด้วย คำว่า ”ขี้เกียจ” ออกจากปากไอ้แม็กแบบนี้ไม่ใช่เรื่องปกติแล้ว ไม่ได้การแล้ว ก่อนที่ผมจะสวัสดีกับเพื่อนคนใหม่ที่ผมแทบจะไม่รู้จักมัน ผมต้องเร่งปลุกเพื่อนคนเก่าให้กลับมาเหมือนเดิมก่อนดีกว่า ชักเริ่มกลัวแล้วแฮะ...ไอ้แม็กมันทำเอาผมขนลุก ขืนปล่อยไว้แบบนี้มันต้องเฉาตายคาห้องแน่

ไม่ช้าที....ผมรีบกดโทรศัพท์เรียกหาดินทันใด
“อ่ะ...โหลๆ...แย่แล้วดิน ไอ้แม็กมันอาการหนักมาก ดินรีบมาที่ห้องมันด่วนเลยนะ”


ไม่ถึงนาที ดินก็วิ่งขึ้นมาถึงห้องไอ้แม็ก ผมเปิดประตูรับดินเข้ามาให้ห้อง ก็ต้องตกใจกับสภาพที่เห็นเหมือนกัน
“อ่า....กาย นี่มันเลวร้ายสุดๆเลยอ่ะ”
“คิดเหมือนกัน งั้นเราช่วยเก็บกวาดห้องมันหน่อยดีกว่านะ”
“อื้ม!”

“อะ...อะไร? พวกเมิงจะทำอะไร ไม่ต้องก็ได้ ห้องกรูกรูทำของกรูเองได้ พี่ดินไม่ต้องมาบ้าจี้กับไอ้กายมันหรอก” ไอ้แม็กมันเห็นผมกับดินกำลังจะทำความสะอาดห้องให้มัน ด้วยความที่เกรงใจมันเลยจะมาห้าม

“เมิงไม่ต้องห้ามพวกกรูเลย เมิงนั่งอยู่เฉยๆ แล้ว....?!?.....อุ๊บ!!!!”
ผมเดินไปกดไหล่ให้ไอ้แม็กมันนั่งลง แต่พอเข้าใกล้มันเท่านั้นแหล่ะ ถึงได้รู้ว่าตัวมันเหม็นมากกก
“อ๊ากกก! ไอ้แม็ก!!! เมิงไม่ได้อาบน้ำมากี่วันแล้วเนี้ย แล้วกลิ่นเมิงนะ....โอย!ยังกะศพ”

“ไม่รู้สิ 5 วันได้มั้ง?.....แต่กรูไม่เห็นรู้สึกอะไร เฉยๆ”
มันพูดออกมาได้!!! ก็แน่ดิ สภาพห้องเน่าก็กลบกลิ่นตัวมันจนเข้ากันขนาดนี้ ไม่แปลกหรอกที่มันจะเฉยๆได้ แต่สำหรับผมแล้วคงจะเฉยไม่ไหวแล้ว ไอ้เพื่อนรักอยู่ในสภาพสุดโต่งไปซะแล้ว หายนะชัดๆ!

ผมไปหยิบผ้าเช็ดตัวแล้วโยนให้มัน บังคับให้มันไปอาบน้ำ
“ไอ้แม็ก! กรูทนสภาพเมิงไม่ได้ เมิงไปอาบน้ำเดี๋ยวนี้ เอาให้สะอาดเอี่ยมทุกซอกหลืบของเมิงเลย ถ้าเมิงไม่อาบเดี๋ยวกรูจะอาบให้ ไป๊!!!”
ผมดันให้มันเข้าห้องน้ำไป แล้วแอบยืนฟังสักหน่อย ได้ยินเสียงฝักบัวก็รู้ว่ามันกำลังอาบจริงๆ พอแน่ใจก็เดินมาหาดิน แล้วเราทั้งสองคนก็เริ่มกระบวนการเก็บกวาดห้องไอ้แม็กแบบเอาเป็นเอาตายกันทั้งคู่.....

 


สิบกว่านาทีต่อมา ไอ้แม็กก็เดินออกมาจากห้องน้ำในสภาพที่ดีขึ้นหน่อย แต่หน้ามันยังคงเครารกเหมือนเดิม
“อาบเสร็จแล้วเหรอเมิง...แล้วทำไมเมิงไม่โกนหนวดเคราเมิงด้วยวะ? เห็นแล้วขัดๆตาว่ะ”
“ก็....กรูหามีดโกนไม่เจอ”
“เอ่อ...ดีเหมือนกัน” ผมมองหน้าดินแบบรู้กัน ที่ว่าดีเพราะถ้ามีมีดโกนในนั้น แล้วมันเกิดสติหลุดปาดคอตัวเองในห้องน้ำ พวกผมคงต้องได้เก็บศพมันเพิ่มจากการเก็บห้องคราวนี้แน่

“ไม่ต้องทำก็ได้มั้ง กรูอยู่แบบนี้ได้ ห้องกรูเดี๋ยวกรูจัดการเอง”
“เฮ้ย...ไม่เป็นไร เมิงอยู่เฉยๆเหอะ เรื่องพวกนี้พวกกรูไม่ถือสา เมิงไปโน่นเลย เตียงของเมิงจะได้ไม่เกะกะพวกกรูด้วย”
“อ่ะ...ตามใจ”
ไอ้แม็กมันก็ตอบรับแบบนิ่งๆเอื่อยๆ เดินต๊อกๆไปที่เตียงอย่างว่าง่าย ปล่อยให้ผมกับดินลุยทำความสะอาด ทั้งเก็บขยะ ล้างจาน เก็บเสื้อผ้า กวาดถูห้องให้เสร็จสรรพ

ไม่ช้า....ห้องของมันก็กลับมาในสภาพที่ดูเป็นห้องของคนธรรมดาๆเหมือนเดิม


“ฮู่ว....เล่นซะเหนื่อยเลยวุ้ย”
ผมนั่งเผละลงกับพื้นห้องที่สะอาดเอี่ยมด้วยการถูด้วยตัวของผมเอง ส่วนดินเอาไม้กวาดกับอุปกรณ์ทำความสะอาดไปเก็บให้ที่หลังห้อง สักหน่อยก็เดินกลับออกมาพร้อมกับน้ำดื่มขวดเล็ก แล้วยื่นมาให้ผม
“อ่ะ!...กินซะ”
“จ้า......” ผมรับเอาขวดน้ำจากมือขาวเล็กที่แสนน่ารักอย่างกระดี๊กระด๊า ความใจดีมีน้ำใจของกระต่ายน้อยเนี้ยไม่ว่าเมื่อไหร่ก็ทำให้รู้สึกดีจริงๆ

“อื้อหือ....น้ำอะไรไม่รู้ หว้าน...หวาน”
“บ้าแล้ว...แค่น้ำขวดจะมาหวานได้ไง”
“ก็มองหน้าดินตอนที่กินน้ำอยู่น่ะสิ ก็เลยหวานจ๋อยแบบเนี้ย คนอะไรไม่รู้แค่มองยังหวานขนาดนี้ แล้วถ้า....”
ผมกระแซะเข้าไปกอดขาของคนที่ยื่นน้ำให้ อิๆ ถ้าเผลอล่ะพ่อเกี้ยวตลอด ก็อยากมาทำตัวน่ารักเองไม่ให้ผมหยอกได้ไง

“ทะลึ่งแล้ว! แล้วนี่มันใช่เวลาจะมาทำแบบนี้ซะที่ไหนเล่า...ไอ้หมี!”
อ่ะจึ๋ย....โดนด่าซะแล้ว
ผมก็ลืมตัวไปว่ากำลังมาปลอบใจถึงห้องไอ้แม็ก แต่ดันเผลอตัวหยอกกับแฟนอย่างลืมตัว นึกว่าเป็นห้องตัวเองซะงั้น หันกลับไปมองไอ้แม็กที่นั่งนิ่งอยู่บนตียงของมันก็พบว่ามันก็กำลังมองพวกผมอยู่ด้วยสายตาไร้อารมณ์ แต่ไม่รู้ทำไมผมล่ะคิดว่ามันออกจะมีรังสีอำมหิตแผ่ออกมาจากมันด้วย
“แฮะ....ไอ้แม็ก โทษที....”
“ไม่เป็นไร.....กรูชินแล้ว ตามสบายแล้วกัน”

 ถึงมันจะบอกว่าไม่เป็นไร แต่ดินกลับอายม้วนเป็นการใหญ่ พอทำอะไรไม่ถูกก็ฟาดไหล่ผมเผี๊ยะ กล่าวโทษว่าเป็นเพราะผมซะงั้น
“เห็นมั้ยล่ะกาย!...ไม่รู้กาลเทศะเลย ก็รู้อยู่ว่าตอนนี้แม็กเป็นยังไง ยังจะมาทำอะไรแบบนี้ให้เห็นอีก แย่มาก!”
อ้าว....ไปๆมาๆโกรธผมซะงั้น นี่กะจะมาช่วยกันมาปลอบใจไอ้แม็กแต่ดันมาเคืองกัน จะไปรอดมั้ยล่ะงานนี้


“ขอบใจเมิงกับพี่ดินมากนะ ที่ช่วยเก็บห้องให้ แต่กรูไมได้เป็นไรหรอก เมิงกับพี่ดินไม่ต้องเป็นห่วง กรูน่ะสบายมาก”
“จะเชื่อได้มั้ย....ถ้าวันนี้กรูไม่ขึ้นมาห้องเมิง เมิงก็คงเน่าตายคาห้องแล้ว เอางี้วันนี้กรูจะมานอนห้องเมิงด้วย มีอะไรจะได้คุยกันบ้าง พักนี้กรูกับเมิงไม่ได้คุยกันนานล่ะ แถมเรียนอาทิตย์นี้เมิงก็ไม่ไป เดี๋ยวกรูจะช่วยเมิงทำงานส่ง ตกลงตามนี้ เมิงห้ามปฏิเสธด้วย โอเค๊!”
“เออ....จะทำอะไรก็ตามใจเมิงเหอะ....กรูบอกแล้วไม่เป็นไร แต่ถ้าเมิงจะทำก็แล้วแต่เมิงล่ะกัน”

“นี่ก็ใกล้เที่ยงแล้ว เดี๋ยวพี่กับกายจะออกไปกินข้าวแล้ว แม็กไปด้วยกันสิ...นะ เราสามคนไม่ได้ไปกินข้าวด้วยกันนานแล้วนะ”
“ไม่เอาหรอกพี่...พี่ดินไปกินกับไอ้กายมันเหอะ ผมไปด้วยจะรบกวนซะเปล่า ถ้าผมหิวผมก็ลงไปซื้อกินที่หน้าปากซอยได้ ไม่รบกวนล่ะกัน”
“แน่นะเมิงว่าจะไม่ไปกินข้าวกับพวกกรูด้วยน่ะ?”
“เออน่า...ไปเหอะ ไม่ต้องมาห่วงกรูนักก็ได้”

ไอ้แม็กมันเดินออกมาส่งผมกับดินที่หน้าห้อง ตอนนี้สีหน้าของมันดีขึ้น กับมีรอยยิ้มแห้งๆให้เห็นบนหน้ามันบ้าง ถึงจะดูฝืนๆแต่อย่างน้อยมันก็ไม่ได้เป็นหนักอย่างที่ผมคิด ดูๆแล้วผมว่ามันก็เหมือนสภาพของคนอกหักทั่วๆไป ไอ้แม็กมันก็ผู้ชายธรรมดาคนนึง คงไม่เว่อร์ขนาดร้องไห้ฟูมฟายอย่างผู้หญิงหรอก

แต่ก็ใช่ว่าผมกับดินจะวางใจได้นะ ช่วงที่เรากินข้าวก็แอบไปประชุมหารือกันซะหน่อยดีกว่า
“เอาไงดีล่ะกาย...จะบอกแม็กไปดีมั้ยอ่ะ? เรื่องที่ต้าร์ไม่ได้ย้ายออกไปจริงๆ เราไม่อยากจะปิดบังเลย สงสารแม็ก”
“กายก็ใช่ว่าอยากจะทำให้มันเป็นแบบนี้นะ แต่เรื่องที่บอกไม่ได้ก็เพราะในความคิดของกายก็ว่าจะเป็นผลดีต่อมันเองด้วยซ้ำ ให้มันได้พิสูจน์ใจตัวเองไป ตอนนี้มันอาจจะเฮิร์ทไปบ้างก็ช่างเหอะ แล้วสักหน่อยจะดีเอง”
“ไม่ดีเลยนะกาย วางแผนอะไรแบบนี้ นี่ถ้าแม็กรู้ว่าเราปิดบังเค้า แล้วเค้ามารู้ทีหลังจะโดนโกรธเอานะ” กระต่ายน้อยมีสีหน้าเป็นกังวล เพราะรู้สึกว่าตัวเองเหมือนคนกำลังโกหก

“เชื่อมือกายเหอะน่า อีกอย่างนะเราก็ไม่ได้จงใจให้เกิดเรื่องแบบนี้ด้วย ไอ้แม็กกับไอ้ต้าร์ต่างหากที่เป็นคนสร้างเรื่องนี้ขึ้น เราที่เป็นคนกลางก็ทำได้แค่ประคับประคองกันไปไม่ให้มันเลวร้ายกว่านี้ ก็คงทำได้แค่นี้ล่ะนะ นอกนั้นก็เป็นเรื่องของพวกมันสองคน  จะลงเอยแบบไหนเราก็คงเข้าไปยุ่งด้วยไม่ได้หรอก จริงม่ะ?”
“อืม...จริงของกายนะ” กระต่ายน้อยฟังคำอธิบายจากผมก็เข้าใจ สีหน้าดูแจ่มใสขึ้น เพราะที่ผ่านมาดันคิดไปว่าเพราะตัวเองปิดบังทำให้ผลมันออกมาเป็นแบบนี้

“ดินอย่าคิดมากสิ....หลายวันที่ผ่านมาคงคิดว่าเป็นความผิดตัวเองมาตลอด จะบอกให้นะ ดินน่ะใจดีแล้วก็ใส่ใจกับคนอื่นมากไป แต่กลับใส่ใจตัวเองน้อยกว่าซะอีก เรื่องนี้ต่างหากที่ดินควรจะเอาไปคิดน่ะ”

“จริงเหรอ? เราเป็นคนแบบนั้นจริงเหรอ?” ดินดูจะสนใจต่อคำพูดของผมมากทีเดียว
“อย่างเช่น....เวลาที่ดินเขียนงานนะ จะสนใจอยู่แค่งานอยู่อย่างเดียวจนบางครั้งกินแต่มาม่าจนตัวเหลือง ขนาดเพื่อนที่คณะของดินยังเคยมาพูดให้ฟังเลยว่า ขนาดจะชวนดินไปกินข้าวด้วยก็ไม่ยอมไป เอาแต่ทำงานงกๆ ถ้าไม่เสร็จก็ไม่ไปไหน จริงมั้ย?”

“อ่ะ....จริงด้วย” กระต่ายน้อยพยักหน้ายอมรับแบบเขินๆ

“เห็นมั้ยล่ะ! เพราะแบบนี้ล่ะช่วงนึงดินถึงเป็นลมได้ง่าย ถ้าดินไปเขียนงานที่คณะ กายต้องไปคณะของดินทุกวันด้วย เอาข้าวเอาน้ำไปให้ แถมต้องบังคับให้กินอีกต่างหาก ไม่งั้นคงทำแต่งานไม่สนใจตัวเอง”
ดินที่บุคลิกเป็นคนง่ายๆสบายๆ แต่พอเวลาทำงานแล้วกลับเป็นคนที่บ้างานสุดๆ จนบางครั้งก็ลืมเวลากินเวลานอนไปเลย นี่ถ้าผมไม่อยู่ด้วย มีหวังป่านนี้ป่วยไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบแล้ว
พอพูดถึงเรื่องนี้แล้วผมก็ออกอาการหงุดหงิดขึ้นมานิดหน่อย ผมก็เอามือกอดอก คิ้วขมวดมีสีหน้าที่เครียดขึ้น พูดไปด้วยแบบประมาณว่า...ขอดุสักหน่อยเหอะ!

 

“.....ทำแบบนี้เป็นห่วงนะรู้รึเปล่า....”
ถึงแม้ว่าอยากจะดุกับดินมากกว่านี้ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะแสดงออกถึงความห่วงใยออกมาทางสายตาและคำพูด
.....ไม่ไหวๆ ทีกับคนนี้ผมต้องอ่อนให้ทุกที ทำไมคนน่ารักอย่างดินถึงทำให้ผมกลายเป็นคนที่ไม่เด็ดขาดต่อความคิดของตัวเองซะขนาดนี้ ที่ใครจะมองว่าผมเป็นคนกลัวแฟนก็คงไม่แปลกหรอก ก็แค่ไม่อยากจะขัดใจเค้า อยากดูแลเค้าซะมากมาย สุดท้ายที่ว่าจะดุ กลับกลายเป็นกำลังอ้อนซะงั้น.....

“อื้อ...รู้แล้ว”
ถึงคำพูดตอบกลับมาจะฟังดูแข็งๆ แต่ใบหน้าที่แดงเบี่ยงหน้าหลบสายตา มือไม้ไม่เป็นสุข สางและลูบผมยาวๆของตัวเองเล่นแบบนี้กำลังเขินอยู่ชัดๆ อิๆ น่าร๊ากกกก ♥
“ไม่ต้องมาจ้องหน้านะ...ไม่มีอะไรพูดแล้วก็กินๆข้าวไปสิ แมลงวันจะตอมซะก่อน”
“อ่อ...ครับผม” เวลาเขินก็ชอบออกคำสั่ง ดูออกมาตั้งนานแล้ว แล้วผมก็ชอบที่จะเห็นดินเขินอยู่บ่อยๆด้วยสิ


กำลังจะก้มตักข้าว ดินก็ตักไข่ดาวจากจานตัวเองยื่นมาใส่บนจานให้ผม
“อ่ะ....เราให้นะ เห็นว่าชอบกินไข่ดาวนี่”

อุแม่เจ้า!เซอร์ไพร์ส มั่กๆๆมาก ไม่นึกว่าดินจะประทับใจคำพูดผมขนาดนี้ ถึงขนาดยอมเสียสละไข่ดาวบนจานข้าวของตัวเองให้ผมเชียวเหรอ (เว่อร์ไปม่ะกรู!)
เหมือนเป็นแทนคำขอบใจที่ไม่ได้ออกมาเป็นคำพูด เป็นสิ่งตอบแทนจากความห่วงใยที่ผมมีให้ต่อดิน ผมยิ้มให้สำหรับไข่ดาวแสนพิเศษอันนี้จากคนน่ารักให้มา การที่มีคนพิเศษอยู่ใกล้ๆได้แบ่งปันอะไรดีๆให้กัน ถึงแม้จะเป็นเพียงสิ่งเล็กๆที่ดูไม่มีค่า แต่ก็ทำให้มีความสุขจนหัวใจพองโตได้เสมอ

“เราก็ให้นี่กับดินด้วยเหมือนกัน อ่ะ!...พริกขี้หนูเม็ดใหญ่ๆ คัดมาเพื่อดินโดยเฉพาะเลยนะเนี้ย”
“จะบ้าเหรอ! เอามาให้ทำไม ตัวเองสั่งมากินเองแท้ๆจะเอามาให้ทำไม ยี้!ไม่เอา เอากลับคืนไปเลย” ผมสั่งกระเพราะมากินครับ แถมด้วยเม็ดพริกใหญ่เบิ้ม เลยเอามาแกล้งซะ

“ก็ตอบแทนที่ให้ไข่ดาวมาไง...เอาไปเหอะน่า อย่าปฏิเสธ เดี๋ยวเสียน้ำใจ”
“ไม่เอา! งั้นเอานี่ไปด้วย น้ำปลาแท้จากทะเลอันดามัน คัดให้พิเศษเหมือนกัน นี่ๆๆๆ” ทางนี้ก็แรง ตักน้ำปลาราดบนจานข้าวซะช้อนใหญ่ จนผมต้องได้ปัดมือยื้อยุดกันพัลวัน

“เหวอ!! อย่านะดิน เดี๋ยวกินไม่ได้ เฮ้ย!     อ่อ....ได้ เก่งนักใช่มั้ย! เอานี่ไปเลย พริกไทยจากอินเดีย ของนำเข้าสุดแพง เหมาะนักกับจานข้าวคนขี้แกล้ง นี่ๆ”
“อย่านะ! ไอ้หมี ว๊ากกก!!!”


สุดท้าย....แทนที่จะได้กินข้าวอร่อยๆ กลับกลายเป็นสงครามเครื่องปรุงกันซะเหนื่อย แล้วต้องมานั่งทนกินข้าวที่โดนปรุงเละ อร่อยซะน้ำตาร่วงกันไปทั้งสองคน แล้วก็มานั่งขำว่า เราก็ปัญญาอ่อนเล่นกันซะไม่อายเด็ก...5.5.5.5.


แต่ขอบอก.....หลังจากวันนั้นเราก็ไม่เล่นกันตอนที่กินข้าวอีกเลย
เข็ดแล้วจ้า.....รสชาดประดุจนรกอ่ะ

++++++++++++++++++++++++++


ปล. ถึงไอ้แม็ก....

โทษทีนะเพื่อน ช่วงเวลาที่เมิงกำลังทุกข์อยู่เนี้ย กรุกำลังมีความสุขเหลือล้น จะเอาสมองทุกส่วนมาคิดแต่เรื่องเมิงคงไม่ได้ ความเป็นส่วนตัวของกรูก็ต้องมีบ้าง
เรื่องของเมิงน่ะกรูช่วยเมิงแน่ๆ แต่ตอนนี้กรูขอมีความสุขที่ได้อยู่กับแฟนกรูก่อนนะ......

กาย ♥


+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

.....จะหวานกันไปถึงหนาย....ไอ้หมีหื่นกับกระต่ายเนี้ย


Boy Plus
♥ Part 23: อะไรๆก็ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว (จบPart)


“แม็ก....มายืนทำอะไรอยู่ตรงนี้ ไม่ได้ไปส่งต้าร์เหรอ?”
น้าเหมียวไม่รู้เดินมาจากไหน แกคงมาเดินตรวจหอเหมือนเคยๆ ก็มาเห็นผมยืนเก้ๆกังๆอยู่หน้าห้องไอ้ต้าร์

“ส่ง?!?...ต้าร์ไปไหนครับ? ทำไมผมไม่เห็นรู้เลย”
“อ้าว!กายไม่ได้บอกเหรอว่าต้าร์จะไม่อยู่ นี่ก็เพิ่งลงไปส่งกันอยู่ข้างล่างอยู่นี่นา....แล้ว............”

“เฮ้ย!!!!”
ไม่ทันที่น้าเหมียวจะพูดจบประโยค ความร้อนใจก็ถีบส่งให้ผมรีบวิ่งลงไปข้างล่างอย่างสุดชีวิต แทบไม่ได้รู้ตัวด้วยมั๊งว่าตอนที่วิ่งลงไปเร็วพอๆกระโดดลงจากตึกซะอีก

“ไอ้กาย! ไอ้หอก! ทำไมมันไม่บอกกรูวะ!!!”
ผมวิ่งจนมาจากชั้นสามถึงชั้นล่างอย่างรวดเร็ว เห็นไอ้กายกับพี่ดินกำลังจะเดินขึ้นเพื่อจะกลับห้อง มองไปด้านหลังของทั้งคู่ก็ไม่ทันที่จะพบคนที่ผมตามหาซะแล้ว ทำให้ผมเครียดขึ้นมาจนขาดสติ ก็ด้วยที่ว่าไม่นึกว่าเรื่องแบบนี้เพื่อนมันยังทำกันได้

ด้วยความโมโหที่มันไม่ยอมบอกผมเรื่องนี้ ผมวิ่งไปกระชากคอเสื้อไอ้กายมาเค้นคำตอบจากมันทันที
“ไอ้เอี้ย!!ทำไมเมิงไม่บอกกรูว่าต้าร์จะออกไป มันไปไหน? เมิงบอกกรูมาเดี๋ยวนี้นะ!!”
ผมหายใจหอบซะยิ่งกว่านักวิ่งร้อยเมตร แต่กำลังของผมไม่ได้ลดลงไปสักหน่อยแต่ดูเหมือนจะเยอะขึ้นกว่าเดิมเพราะอะดรีนาลีนในร่างกายที่พลุ่งพล่านเพราะความโมโหนั่นแหล่ะ

พี่ดินตกใจที่ผมจู่ๆก็พุ่งเข้าหาเหมือนจะทำร้ายไอ้กาย รีบเข้ามาห้ามผมที่กำลังร้อนใจจนห้ามสติตัวเองไม่อยู่
“ม...แม็ก....ใจเย็นๆ นี่ปล่อยเสื้อกายก่อนสิ อย่าใช้กำลังกันนะ”

“ไอ้แม็ก! เมิงปล่อยกรู”
ไอ้กายพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย มันหรี่ตามองผมด้วยสีหน้าเย็นชาเหมือนมันก็พร้อมจะสู้ผมเหมือนกัน

“เมิงก็บอกกรูมาก่อนเซ่! ว่าไอ้ต้าร์มันไปไหน? บอกกรูมาเร็ว!”
“เมิงอย่ามาทำสันดานเอี้ยๆกับกรูนะ กรูบอกให้เมิงปล่อยกรูไง ไม่งั้นกรูก็ไม่บอกเมิงหรอก!”
ไอ้กายเริ่มขึ้นเสียงเมื่อผมใช้กำลังกับมัน ก็แน่ล่ะอาการโมโหแบบขาดสติบวกกับความอยากรู้คำตอบของผมตอนนี้ กลายเป็นว่าผมกำลังคุกคามไอ้กายอย่างไม่รู้ตัว

“แม็กรีบปล่อยกายเหอะ อย่ามามีเรื่องกันเลย....นะแม็กนะ....พี่ขอร้อง”
“ก็ได้!!!”
เพราะคำขอร้องของพี่ดินกับสายตาที่เห็นแววความตกใจอย่างชัดเจน ผมถึงยอมถอยยอมปล่อยเสื้อไอ้กายอย่างโดยดี ถึงจะกำลังโมโหมากขนาดไหนแต่ผมก็ไม่อยากจะทำให้ใครมาลำบากใจกับเรื่องแบบนี้อีกหรอก
เสื้อของไอ้กายเป็นรอยยับจากการขยำจนเห็นได้ชัด ไอ้กายมันปัดเสื้อของมันอย่างใจเย็น สีหน้าของมันเรียบเฉยยังกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น พลันก็เปลี่ยนเป็นสายตาที่อ่อนโยนขึ้นมาในทันที เมื่อพี่ดินเข้าหามันเพราะความเป็นห่วง
“กาย...เป็นไรมั้ย?”
“ไม่เป็นไร...ดินอย่าห่วง”
พอพี่ดินเข้าไปหามัน ทำแตะเนื้อแตะตัวสำรวจว่าเกิดเสียหายหรือบาดเจ็บตรงไหนบ้าง ไอ้กายก็ยิ้มทำหน้าบานส่งสายตาหวานเยิ้มให้กันซะอีก เห็นแบบนั้นแล้ว ด้วยความที่ผมกำลังอารมณ์ไม่ดีอยู่ ผมก็รู้สึกหมั่นไส้คู่นี้มาตะหงิดๆ

“ไอ้กาย..เมิงบอกกรูได้ยังว่าไอ้ต้าร์ไปไหน?”
“มันจะไปไหน เมิงทำไมต้องสนด้วยวะ? ก็ดีแล้วไม่ใช่เหรอที่มันไปน่ะ เมิงจะได้กลับไปเป็นอิสระอย่างที่เมิงอยากเป็นไงล่ะ”

“ไอ้กาย!! เมิงอย่ากวนตรีนกรูได้มั้ย บอกกรูมา!!!”
ความอดทนผมก็มีจำกัดเหมือนกันนะ ผมตะคอกถามมันจนเสียงดังลั่นทั่วชั้นล่างของหอ พี่ดินถึงกับสะดุ้งตกใจเพราะสีหน้าของผมตอนนี้ไม่ต่างอะไรกับยักษ์ซะเลย ความเครียดและความกดดันก็มากพอที่จะทำให้ผมทำอะไรแบบขาดสติได้มากพออยู่แล้ว ยิ่งถ้ามีคนที่มาแหย่มากๆเข้าจะพาลระเบิดลงซะก่อน

“กรูไม่รู้”
แต่คำตอบที่ได้แทบจะทำให้ผมอยากฆ่ามันจริงๆ นี่มันคิดจะปิดบังผมไปทำไม จะแกล้งกันก็น่าจะมีขอบเขตมากกว่านี้หน่อยนะเมิง!!

“ไอ้เอี้ย!!!!กรูรู้วาเมิงรู้ บอกกรูมา”
“เราไม่รู้จริงๆนะแม็ก....เชื่อเหอะ ต้าร์ไม่ได้บอกเราเหมือนกัน” พี่ดินออกหน้ามาขวางทันทีเพราะเห็นทีท่าว่าผมคงจะฟิวส์ขาดแน่ๆ


“แต่มันบอกว่า มันจะไม่กลับมาหาเมิงอีก”

“โธ่เว๊ย!!!!”
จะมัวเค้นคำตอบกับไอ้กายคงไม่เกิดประโยชน์อีก ผมผละตัวเองออกมาจากทั้งคู่วิ่งออกไปสู่ถนนหน้าหอทันที วิ่งไปทั้งๆที่เท้าตัวเองมีเพียงรองเท้าแตะที่ใส่ออกมาจากห้องเท่านั้น
การที่ผมตัดสินใจวิ่งออกมาในทันที ก็เพราะตอนนี้ไอ้ต้าร์เองคงจะออกไปได้ไม่ไกล คงจะแค่นั่งรถอยู่ในซอยยังไม่ออกไปถนนแน่ๆ ถ้าหากว่าผมวิ่งออกไปทางลัดคงจะพอดักทางก่อนที่ไอ้ต้าร์จะไปถึงถนนใหญ่ได้.....ก็คงทันนะ

 


“กาย....ไปโกหกแม็กทำไมแบบนั้นน่ะ ต้าร์ก็แค่ไปพักกับเพื่อนแค่อาทิตย์เดียวไม่ใช่เหรอ? ไปพูดแบบนั้นเดี๋ยวก็เข้าใจผิดไปใหญ่หรอก”
“ฮ่าๆๆ แบบนี้ล่ะดีแล้ว คนอย่างไอ้แม็กถ้าไม่รู้สึกถึงการต้องสูญเสียแบบสุดๆ มันก็คงไม่รู้สึกหรอก แบบนี้อาจจะดีก็ได้นะดิน เผื่อบางทีมันอาจจะเข้าใจความรู้สึกมันได้ก็ช่วงเวลาแบบนี้แหล่ะ”

“อืม...งั้นเหรอ?  ว่าแต่ว่า....ไปคิดเรื่องแบบนี้ได้ตอนไหนน่ะ?”
“ก็ตอนที่ไอ้แม็กมันวิ่งหน้าตื่นลงมากระชากคอเสื้อนี่แหล่ะ ถึงได้เข้าใจว่ามันแคร์ไอ้ต้าร์แค่ไหน  ยิ่งตอนมันเอาหน้ามาใกล้ตอนที่กระชากเสื้อนะ เหมือนมันจะร้องไห้ด้วย ตอนนั้นแหล่ะเลยคิดแผนนี้ออก เจ๋งมั้ยล่ะ?”
“ถ้าแม็กรู้ว่าโกหกทีหลัง ไม่รู้ด้วยนะ....ตัวใครตัวมันล่ะ! แค่เมื่อกี๊ก็น่ากลัวจะแย่แล้ว”
“ไม่ต้องห่วงหรอก....เรามั่นใจเลยว่ามันจะต้องรู้ใจตัวเอง มีแต่มันจะมาขอบใจด้วยซ้ำ”

“ขอให้จริงเห๊อะ.......”

 

...........................................................................................

 

 

ผมวิ่ง

.....วิ่ง

...และวิ่ง!!!

วิ่งจนสุดชีวิตไปตามทางลัดที่ตัดไปจนถึงปากซอย ชั่วเวลาเพียงอึดใจผมก็วิ่งมาจนถึงหน้าปากซอย สายตาคอยจับจ้องรถที่จะผ่านหน้าทุกคัน หากเป็นต้าร์ผมก็จะรีบขวางไว้ก่อน
“ฮ่า.....แฮก!....” การวิ่งแบบสุดชีวิต ทำให้ต้องกลายเป็นหมาหอบแดดลิ้นห้อย ยืนเอามือเกาะกับเสาไฟฟ้าแบบหมดแรงอยู่หน้าปากซอยนั่นเอง

แต่ไม่ทันแล้ว...... เพราะสิ่งที่ผมเห็นคือรถรับจ้างกับผู้โดยสารคนหนึ่งซึ่งผมคุ้นหน้าดีกำลังเลี้ยวออกสู่ถนนใหญ่ ขณะที่ผมอยู่ห่างจากรถคันนั้นไปประมาณ 20 เมตร แม้จะเหมือนจะไม่ไกลกันเท่าไหร่ แต่ด้วยแรงเฮือกสุดท้ายก็ถูกผลาญไปกับการวิ่งมหาโหดเมื่อกี๊แล้ว

“ต...ต้าร์.....แฮก....”
แม้แต่แรงที่จะตะโกนเรียกก็ไม่เหลือ ความหวังสุดท้ายมลายหายวับไปกับตา เมื่อรถโดยสารคันนั้นขับหายไปจนลับตา


“ฮ่า.....ไม่ทัน.....โธ่....”
ผมขาทรุดนั่งแผ่ลงกับพื้น เหงื่อเม็ดเป้งผุดซึมออกมาจากร่างกายจนชุดที่ใส่เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ ขาทั้งสองข้างมันหมดสิ้นแรงใดๆแม้แต่จะพยายามขยับเพียงเล็กน้อยก็ยังทำไม่ได้แล้ว  ร่างกายของผมมันสั่นเทาด้วยความเหนื่อยล้าอย่างที่สุด

แต่ที่ร้ายกาจมากกว่าคือในจิตใจกำลังคร่ำครวญด้วยความเจ็บปวด กับความผิดหวังที่เกิดขึ้นเมื่อไม่กี่วินาทีที่ผ่านมา 
และแล้วความอัดอั้นตันใจทั้งหมดของผมก็ปะทุออกมา น้ำตาลูกผู้ชายอย่างไอ้แม็กคนนี้ก็หยดแหมะ

“อะไรวะ? ....ร..ร้องไห้?!?”


ผมคือคนที่สามารถทำได้ทุกสิ่ง ไม่ว่าเรื่องไหนผมก็ต้องทำได้ ไม่มีคำว่าไม่ได้สำหรับผม
 แต่เรื่องที่ทำไม่ได้คือการฉุดรั้งใครให้อยู่เคียงข้างผมได้
ไม่มีเลยสักครั้ง!.......


ความล้มเหลวจากความรักซ้ำแล้วซ้ำเล่า มันเป็นสิ่งที่ผมทำเมินไม่สนใจ แต่จริงๆแล้วผมเพียงต้องการหลีกเลี่ยงกับความผิดหวังจากความล้มเหลวเหล่านั้นมากกว่า มันสั่งสมและคอยบั่นทอนความแข็งแกร่งในใจนั้นเรื่อยมา เหมือนสนิมที่ค่อยๆกัดกินเหล็กกล้าจนหมด ไม่มีทางจะหลอมเป็นเหล็กที่ดีขึ้นใหม่ได้อีก


“แมร่ง!!! สาดดด!!!”
คำสบถและด่าทอตัวเองไปต่างๆนานาต่อความงี่เง่าของตัวเอง มันพร่ำพรูออกมาจากปากของผมเอง ก็แค่สิ่งที่ระบายออกมาจากใจในส่วนหนึ่งเท่านั้น ผมไม่อาจทำใจกับความผิดหวังในครั้งนี้ได้เลย
น้ำตาไหลออกมาเป็นสาย ขี้มูกย้อยเป็นทาง หากใครมองคงจะว่าน่าเกลียดพิลึก แต่ช่างแมร่งมัน! ผมไม่สนใจแล้ว ดีซะอีกให้คนได้เห็นความทุเรศของตัวเองให้คนได้สมเพสไปพร้อมๆกับการตำหนิตัวเองไปแบบนี้

ใครก็ได้มาช่วยด่าผมที............

 

 

 

 

 

 

 

 


 “กลับมาแล้วเหรอเมิง? บ้ามากเลยนะทั้งที่กรูมีมอไซค์อยู่แต่เมิงไม่ถามกรูสักแอะ เจือกวิ่งไปซะงั้น ถ้าเมิงใจเย็นสักหน่อยกรูว่าจะยื่นกุญแจให้อยู่แล้ว.........นี่! ไอ้แม็ก!.......เมิงฟังกรูอ่ะป่าววะ!..........เฮ้ย!!”

ผม......ไม่ได้สนใจกับคำพูดไอ้กายแม้สักนิด
เหมือนคนตายด้าน หมดสิ้นอารมณ์ใดๆอย่างสิ้นเชิง

ผมเดินกลับเข้ามาหอพักด้วยสภาพที่ดูยังกะผีดิบ เกิดอาการหูหนวกตาบอดไม่สนใจสิ่งแวดล้อมรอบข้าง ขนาดที่ไอ้กายมันเรียกแล้วเรียกอีกผมก็ทำเป็นไม่ได้ยินไปซะเลย
ไม่รู้สินะ....นี่ละมั้ง?อาการของคนที่ใครๆเค้าเรียกว่า “หลุด!”

ผมเดินผ่านหน้าไอ้กายไป ส่วนมันก็คงงงๆว่าผมเป็นอะไร ตอนออกไปยังทำท่ายังกะยักษ์กินคน กลับมากลายเป็นท่อนไม้เอาซะดื้อๆ...........

 ผมเดินขึ้นบันไดมุ่งสู่ห้องตัวเองอย่างเงียบๆ

 

“เผี๊ยยยยยะ!!!!!!”

ไม่ทันที่ผมจะก้าวขาเข้าห้องตัวเอง จู่ๆฝ่ามือปริศนาก็เพ่นลงกลางกบาลผมจังๆ ทำให้ผมเกิดสติเข้าร่างตัวเองกะทันหัน เหลียวกลับไปมองไอ้คนที่เพ่นกบาลผมก็ไม่ใช่ใครอื่น....ไอ้หมีกาย
“ตื่นรึยังวะเมิง?”

“!?!..หืม?...... ไอ้กาย?...เมิงมาตอนไหนวะ?”
“กรูเดินตามหลังเมิงมาตั้งแต่อยู่ข้างล่างแล้ว เมิงก็เดินใจลอยไม่รู้ตัวเองนี่หว่า”

“เหรอ...”
คำตอบที่ไร้อารมณ์ทำเอาไอ้กายถึงกับอึ้งไปนิดนึง เพราะปกติผมมักจะสวนกลับมันตลอด แต่ผมไม่มีกะจิตกะใจจะทำอะไรแล้ว ตอนนี้อยากจะรีบๆเข้าห้อง ไปนอนหลับให้ลืมๆไปซะดีกว่า

“เป็นอะไรของเมิงเนี้ย?”
“ไม่ได้เป็นไร”
“ไม่เป็นไรบ้านป้าเมิงเด่ะ! เมิงทำทางเป็นอาการแปลกๆตั้งแต่เข้ามาแล้ว เห็นยังงี้กรูก็ชักจะห่วงเมิงซะแล้วนะเว้ย... บอกกรูดิ๊! เมิงเป็นไร”

ผมเดินไปนั่งที่เตียงโดยมีไอ้กายเดินตามมาติดๆ ผมตั้งใจว่าจะนอนไม่อยากให้มันมากวนใจ จึงตอบแบบปัดๆมันไป
“เอาไว้คุยกันได้ป่ะ กรูอยากพักผ่อน”

ผมก็เข้าใจความรู้สึกของมันที่มันเป็นห่วงผมอยู่หรอก แต่ในเวลานี้ผมไม่อยากให้มันมาคอยเป็นกังวลกับผม เพราะผมอยากอยู่คนเดียวมากกว่า จะคิดใคร่ครวญอะไรหลายๆอย่างด้วยตัวเองซะก่อน ดีไม่ดีอารมณ์ที่ผมเป็นอยู่ตอนนี้ถ้าได้หลับแล้วตื่นมาคงจะดีขึ้น...คิดว่างั้นนะ
“จะเที่ยงอยู่แล้วเมิงเพิ่งคิดอยากจะมานอนเนี้ยนะ!”
“เออ...กรูเหนื่อย”

ผมเลี่ยงที่จะไม่ตอบคำถามมัน เอนตัวลงที่นอนดึงผ้าห่มคลุมตัว ไม่สนใจกับไอ้กายที่นั่งแหมะอยู่ข้างๆเลย

“ เมิงอย่าเพิ่งมานอนตอนนี้เด้! บอกกรูมาก่อนเมิงเป็นไร”
นิสัยอย่างไอ้กายนี่ถ้าไม่ไล่คงไม่ไป แต่สภาพจิตใจของผมเลยไร้ซึ่งอารมณ์ตอบสนองที่จะทำอะไรแล้ว ก็พลอยไม่มีอารมณ์ที่จะไล่ใครด้วย ปล่อยๆมันไป เดี๋ยวสักหน่อยมันคงจะออกไปของมันเอง

“ไอ้แม็ก!”
มันยังคงพยายามต่อ เขย่าปลุกผมให้ลุกจากที่นอนให้ได้


“ไอ้แม็กกกก!”
“..............”

 

“ไอ้แม็กกกกกกกกกก!”
“อย่ากวนน่า...ให้กรูอยู่คนเดียวเหอะ”

ผมโผล่หน้าออกมาจากใต้ผ้าห่ม หน้าตาที่ดูเครียดของผมทำให้ไอ้กายมันยอมเข้าใจ

  “เออ......งั้นตามใจเมิงล่ะกัน”

ไอ้กายยอมทำตามคำขอร้อง มันยอมเดินออกจากห้องไปอย่างว่าง่าย สุดท้ายก็เหลือเพียงผมตัวคนเดียวในห้องอีกครั้ง….

 

 

 

 

 


ผมข่มตาลงจนหลับไปได้พักใหญ่  แล้วก็ตื่นขึ้นมาในช่วงบ่าย เพราะมันหิวซะแสบไส้ ก็เล่นไม่ได้กินข้าวเช้ากับเที่ยงมันก็ต้องหิวมากอยู่แล้ว
ผมเดินไปคว้าเอานมกล่องที่ซื้อมาวันก่อนมายกซดฟาดเรียบหมดไปเกือบครึ่งแพ็กถึงจะอยู่ท้องดับความหิวลงไปได้ พอท้องอิ่มหัวสมองก็เริ่มทำงาน ผมคิดทบทวนเรื่องราวที่เกิดขั้นเมื่อเช้าเป็นฉากๆ

....เรื่องเมื่อเช้านี้ยังกับฝันไปแน่ะ!

แต่ที่ทำให้รู้ตัวเองว่าไม่ได้ฝันก็เพราะ ความรู้สึกแน่นหน้าอกกับอาการปวดน่องจากวิ่งแบบไม่คิดชีวิตเมื่อตอนนั้น ตอนนี้มันที่เริ่มจะออกอาการจนปวดตุบๆแล้ว

 


เงียบเกินไปแล้ว......

ภายในห้องที่เงียบสงัด แสงจากหน้าต่างส่องเข้ามาให้เห็นสิ่งของและทุกส่วนในห้อง ผมกลับจินตนาการไปว่ามีใครบางคนอยู่ด้วย ความเคยชินที่มีคนคอยมาวุ่นวายในห้องตัวเอง พอไม่มีขึ้นมาก็กลายเป็นว่าบางอย่างขาดหายไป....

เวลาที่ไม่มีไอ้ต้าร์มาคอยนั่งเล่นเกม อ่านหนังสือ คอยถามนู่นถามนี่ หรือจัดนั่นทำนี่ในห้อง....มันก็รู้สึกเหงาเหมือนกันแฮะ แล้วไอ้เตียงนี่อีก ตอนนี้รู้สึกว่ามันกว้างเกินไปด้วยซ้ำที่จะนอนคนเดียว จานชามกองพะเนินที่อยู่ในซิงค์ก็เน่าซะไม่อยากจะเข้าใกล้ เสื้อผ้าระเกะระกะไม่เป็นที่ ทีวีก็ไม่คิดอยากจะดูมันอีกแล้ว มันไม่มีอารมณ์อยากจะทำอะไร....
.....สิ่งรอบกายในห้องดูแปลกตาไม่เหมือนเดิม

ผมรู้สึกแปลกที่แปลกทาง มันเหวงๆไงพิกล น่าแปลกนะ.....ทั้งชีวิตก็เพิ่งเป็นแบบนี้ก็ครั้งแรกนี่แหล่ะ


“ไม่อยากจะตื่นเลยกรู.......”
ผมบ่นพึมพำกับตัวเอง แล้วก็พาตัวเองเดินกลับไปยังที่นอนเหมือนเดิม
วันนี้ผมไม่คิดจะทำอะไรอีกกะจะนอนอย่างเดียวมันทั้งวันนี่แหล่ะ ไม่อยากต้องตื่นมารับรู้กับความงี่เง่าของตัวเองและความรู้สึกเครียดที่ทำให้ปวดหัว สู้นอนให้มันหลับๆไปซะจะได้ไม่ต้องคิดอะไรมากอีก
พอตื่นขึ้นมาก็คงจะดีขึ้น

 

 


ก็หวังว่ามันจะดีขึ้นจริงๆนะ..........

 

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

 อืม....แม็กเอ้ย! เป็นไงล่ะ ต้าร์หนีไปแล้ว ถึงกับหงอยเลยนะเอ็ง.....

 

edit @ 24 Aug 2010 02:02:04 by boyplus


Boy Plus


♥ Part 23: อะไรๆก็ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว (Partแรก)

“แล้วเมิงจะให้กรูทำไงล่ะ!”
หลังจากเหตุการณ์ที่ผมทำร้ายจิตใจต้าร์ลงไป แต่ด้วยความที่อึดอัดใจกับสิ่งที่ตัวเองทำ

วันต่อมาสิ่งที่ผมทำคือมุ่งตรงไปปรึกษาไอ้กายถึงห้องมันตั้งแต่เช้าตรู่


“อย่างแรก....เมิงเอาหัวเมิงมาให้กรูดูก่อนดิ๊!”
“ทำไมวะ?”
ถึงผมจะสงสัยกับเรื่องที่ไอ้กายมันพูดว่ามันจะเกี่ยวอะไรกับหัวผม แต่ผมก็ยอมยื่นหัวไปให้มันโดยดี ก็หวังมาปรึกษาปัญหากับมันที่ห้องมันนี่แหล่ะ

ตอนนี้ไอ้กายสำหรับผมแล้วเป็นที่พึ่งสุดท้ายที่ผมจะพอหาได้ มันว่าอะไรก็เชื่อมันหน่อยล่ะ


“อืมๆ.....เอ?.....”
ไอ้กายมันก็แหวกเส้นผมของผมไปมาจนหัวผมยุ่งไปหมด ทำท่าเหมือนกำลังมองหาอะไรสักอย่าง
“เมิงหาอะไรวะ? หัวกรูยุ่งหมดแล้ว”
“เออ....เขาเมิงก็ไม่ได้งอก แต่ทำไมเมิงโง่สัดๆขนาดนี้วะ ไอ้เอี้ย!”

ผั๊วะ!!!!

มันไม่ด่าเปล่า หนำซ้ำยังแถมมีฝ่ามือหมีตะปบลงกลางกระบาลผมซะอีก แถมฟาดซะเต็มแรงจนผมหัวทิ่มหัวตำแทบจะตกเก้าอี้
“โอ๊ย!!! ไอ้เอี้ยกาย เมิงมาตบหัวกรูทำไมว๊า!?!”

“โทษฐานที่เมิงโง่ไง! แทนที่เมิงจะแก้ปัญหาตัวเองได้ แต่เมิงเจือกดันสร้างปัญหาเพิ่มมาอีก

กรูถามจริง ตอนที่เมิงไล่ไอ้ต้าร์ไปน่ะ เมิงเอาหัวแม่ตีนคิดเหรอวะ? เมิงนี่ก็โง๊โง่!!!!!ได้ใจอิ๊บอ๋าย นี่กรูว่าเมิงคบกะใครไม่ได้นานทั้งเพื่อนทั้งแฟนแมร่งหนีหมด ก็เพราะเมิงเป็นแบบนี้นั่นแหล่ะ! ไอ้ควาย!!!”

นี่ผมมาปรึกษาปัญหาถูกคนมั้ยเนี้ย? ไหงดูเหมือนว่ามันกำลังซ้ำเติมผมให้หนักกว่าเดิมซะอีก

ไอ้หมีเพื่อนรักแทนที่จะเป็นที่พึ่งสุดท้ายได้ แบบนี้ก็เหมือนเดินเข้าห้องมาให้มันกระทืบซ้ำชัดๆ

 

“ไอ้แม็ก...กรูว่าอย่างแรกที่เมิงควรทำ คือไปง้อไปขอโทษมันซะ! บอกมันว่าตอนนั้นเมิงเมา ทำไปไม่รู้ตัวก็ได้”
“คงจะเชื่อหรอกนะไอ้บ้า! ก็กรูไม่ได้เมาจะไปแหลว่าเมา ต้าร์มันคงจะเชื่อหรอก”
“แล้วเมิงจะทำยังไง? เมิงเล่นไล่ไอ้ต้าร์ยังกะหมูกะหมาเองนี่หว่า กรูนึกวิธีแก้ตัวให้เมิงได้แค่นี้ล่ะ!”

อย่างที่คิดเลย...ไอ้กายเป็นที่ปรึกษาที่ห่วยแตกที่สุด ความคิดที่มันช่วยผมคิดเอาบรรทัดฐานตัวเองคิดมาทั้งนั้น

แล้วมันก็ไม่ได้คิดเลยนะว่าผมกับมันสันดานไม่ได้เหมือนกันสักหน่อยจะได้เอาวิธีมันมาใช้ได้
แต่ทำไงได้ ก็ผมไม่มีใครจะให้ปรึกษาแล้วนี่! มีแต่มันนี่แหล่ะที่ยอมมานั่งรับฟังปัญหางี่เง่าของผมได้อย่างไว้ใจได้ที่สุด ถึงแม้ว่าความคิดเห็นของไอ้กายมันจะห่วยแตก แต่ก็ต้องฟังมันหน่อยล่ะ เผื่ออะไรๆดีๆจะเล็ดลอดออกมาให้ผมปิ๊งไอเดียได้บ้าง

“ไอ้กาย กรูว่า....ปล่อยให้เป็นแบบนี้ไปเลยจะดีมั้ยวะ? อย่างน้อยกรูกับไอ้ต้าร์จะได้ห่างๆกันบ้าง”

“ถ้าห่างกันแล้ว เมิงรู้สึกยังไงล่ะ? ถ้าเมิงคิดว่าสิ่งที่เมิงทำมันดีมันถูกต้องแล้ว แล้วที่เมิงมาห้องกรู มาปรึกษาเรื่องเนี้ยทำเอี้ยทำไมว่ะ?”
ผมฟังคำพูดไอ้กายแล้วก็ยากจะตอบกลับมันได้ ได้แต่ก้มหน้าคอตก
“กรู.....”
คำถามของไอ้กายมันตอกย้ำผม สิ่งที่ผมทำไปในตอนนั้น บอกตรงๆว่ารู้สึกแย่มาตลอด ทั้งที่ตอนแรกก็คาดหวังว่ามันจะต้องออกมาในแบบนี้อยู่แล้ว แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นในใจกลับทำให้ผมรู้สึกผิดและหดหู่ที่สุด ซึ่งไอ้กายพูดมันถูกต้องก็ที่สุดแล้ว ผมไม่อาจจะทนกับความรู้สึกนี้ได้อีกต่อไป จึงได้หอบหน้ามาปรึกษามันอยู่ในตอนนี้เอง

 “ไอ้แม็ก ....ถามใจเมิงดิ๊! เมิงรู้สึกยังไงกับไอ้ต้าร์กันแน่ ปกติเมิงเป็นคนที่ทำอะไรไม่แคร์ใครอยู่แล้ว แต่กับไอ้ต้าร์เมิงปฏิบัติกับมันอย่างที่กรูไม่เห็นเมิงทำกับคนอื่นๆ หรือแม้แต่พวกบรรดาแฟนเก่าของเมิงเองกรูก็ไม่เคยเห็นเมิงจะสน เมิงก็ยังไม่เห็นจะมีที่ท่าร้อนรนเหมือนตอนนี้เลย”
ผมเป็นอย่างที่มันพูดเหรอ? กับไอ้ต้าร์แล้วผมทำให้คนอื่นมองเห็นเป็นแบบนั้นจริงๆน่ะเหรอ?


“กรูไม่รู้!!! กรูรู้อย่างเดียวว่ากรูไม่อยากรู้สึกผิดอยู่อย่างนี้ต่อไป......กรูไม่รู้จะตอบเมิงยังไงว่ะไอ้กาย กรูสับสน!”


ไอ้กายมันเห็นท่าทีผมอึกอัก ก็นั่งเอนตัวพิงกับพนักเก้าอี้ เอามือกอดอกเหมือนจะเบื่อกับท่าทางของผม ดวงตาหยีๆของมันหรี่ตาลง สายตามันมองผมที่นั่งค้อมหลังก้มตัวอยู่กลางห้องอย่างสังเวช  ผมรู้สึกตัวเองว่าราวกับเด็กที่กำลังถูกผู้ใหญ่อบรมสั่งสอนซะงั้น ยิ่งท่าทางไอ้กายที่มองผมเหมือนจะทะลุปรุโปร่งไปทั้งตัวบวกกับคำพูดที่เหมือนจะย้ำว่าผมจะเปลี่ยนไป ก็ยิ่งทำให้ผมรู้สึกยังกับโดนหินทับจนขยับตัวไม่ได้ เมิงเห็นกรูเป็นผู้ต้องหารึไงว๊า!!!
“เฮ้อ.....กรูบอกเมิงเองก็ได้...เมิงชอบไอ้ต้าร์! แล้วเมิงก็ไม่ได้ชอบแบบพี่น้องด้วย”

“เฮ้ย!เป็นไปไม่ได้! กรูไม่ใช่เกย์ ! กรูจะมาชอบไอ้ต้าร์แบบนั้นได้ไง กรูเป็นผู้ชายปกตินะเว้ย! เป็นไปไม่ได้ เมิงพูดพล่อยๆแบบนี้กรูเสียหายนะเว้ย!”

“เฮ้อ....อันนี้ก็เรื่องของเมิง แล้วแต่สมองของเมิงจะคิดก็แล้วกัน แต่เมิงต้องเลิกปิดกั้นตัวเองได้แล้ว ถามใจเมิงดูเองล่ะกัน ว่าที่เมิงคิดกับที่ใจเมิงรู้สึก อันไหนกันแน่ที่มันถูกต้องน่ะ”

 “กรู....กรูไม่รู้ว่าตอนนี้กรูรู้สึกแบบไหนกันแน่? ขนาดกรูยังไม่เข้าใจตัวเองเลย......”
อย่าว่าจะถามใจเลย แม้แต่เรื่องที่ผมรู้สึกในตอนนี้ผมยังไม่รู้สึกเลยว่ามันอารมณ์ไหนกันแน่ มันกระวนกระวายและสับสนอย่างที่สุด ทั้งที่เหตุการณ์ที่ผมไล่ไอ้ต้าร์จะผ่านมาสองวันแล้ว แต่มันก็ทำให้ผมสงบจิตใจไม่ได้เลย ยิ่งผมคิดถึงเรื่องนี้มากเท่าไหร่ก็ยิ่งทำให้ผมรู้สึกแย่มากขึ้นเท่านั้น แถมร้ายที่สุดคือทำให้หลับไม่ได้เกือบทั้งคืน เฝ้าแต่คิดกังวลเรื่องที่ตัวเองทำไปและวนเวียนอยู่แบบนั้น....


“ไอ้แม็ก...กรูก็ให้คำปรึกษาเมิงได้แค่นี้แหล่ะ เพราะเรื่องแบบนี้เมิงเองนั่นแหล่ะที่ต้องตัดสินใจเอง ว่าเมิงจะตัดเยื่อใยไอ้ต้าร์ไปตลอด หรือเมิงจะสานสัมพันธ์ต่อไป แต่กรูขอบอกไว้อย่าง......... คิดดีๆ! ก่อนที่เมิงอาจจะทำผิดซ้ำสอง”

ไอ้กายลุกจากเก้าอี้ เดินมาตบที่ไหล่ผมเบาๆ
“ซื่อสัตย์กับความรู้สึกของตัวเอง กรูรู้ว่าเมิงคิดได้แน่ๆ”


แล้วมันก็เดินออกจากห้องไป........ปล่อยผมไว้ในห้องเพียงลำพัง....................

 

...
........
.............
.................

“ว๊ากกกกกก!!!!! เครียดโว้ย!!!!”

เสียงแหกปากลั่นห้องของผมคงได้ยินกันไปทั้งชั้นเลยได้มั้ง ก็มันเครียดนี่นา ทำไมผมต้องมาทำอะไรงี่เง่าแบบนี้ด้วย
ไล่ไอ้ต้าร์ไปแล้วทำไงล่ะ! มันก็ต้องมาขอโทษอย่างที่ไอ้กายบอกน่ะแหล่ะ แต่จะให้เริ่มยังไงหว่า?......ไอ้กายก็ออกไปข้างนอกแล้วสิ  ไอ้เรื่องง้อคนผมไม่ถนัดเอาซะเลย

อืม.......ไปตายเอาดาบหน้าดีกว่า แค่พูดขอโทษก็พอแล้ว จากนั้นค่อยไหลไปตามน้ำดีกว่า
“เอ้า! เอาแบบนี้แหล่ะวะ!”

ตัดสินใจได้แล้วผมก็เดินออกจากห้องไอ้กาย เดินขึ้นไปชั้น 3 มุ่งหน้าไปห้องไอ้ต้าร์ทันที กะว่าถ้าขอโทษแล้วไอ้ต้าร์คงจะเข้าใจ ส่วนไอ้เรื่องที่มันคาใจตัวเองอยู่ตอนนี้ขอเก็บไว้ก่อนล่ะกัน แก้ปัญหาไปทีละเปาะ
“เอาละเว้ย!ไอ้แม็ก คนอย่างกรูไม่มีอะไรที่แก้ไขไม่ได้ เรื่องแค่พรรณนี้กรูก็ต้องแก้ไขเองได้เหมือนกันเว้ย!”
ขณะที่กำลังเดินขึ้นไปผมก็พูดให้กำลังใจตัวเองไป แต่ในใจก็ตุ้มๆต่อมๆเป็นขี้ขลาดซะงั้น แต่ก็ฝืนบังคับร่างกายตัวเองเดินหน้าต่อ
.............
ไม่ทันจะหายตื่นเต้น .....ผมก็มายืนที่หน้าห้องของไอ้ต้าร์เรียบร้อยแล้ว

“อา......จะเริ่มไงดีวะ?”
พอเอาเข้าจริง ผมกลับรู้สึกว่าป๊อดกว่าเดิมซะอีก เป็นอะไรไปวะ?แค่มาขอโทษแค่เนี้ย ทำยังกะมาเกณฑ์ทหารจับใบดำใบแดง
“ฮู่ว...ใจเย็นๆ ค่อยๆคิด”
อย่างแรกเหรอ? เอ่อ... ก็เคาะประตูสิวะ...เออ....ก็แค่เนี้ย

ก๊อกๆๆๆ

........


เงียบ........

“อีกทีดิ๊”

 ก๊อกๆๆๆ

........


ก็เงียบอีก........


เอ....อยู่รึเปล่าหว่า?

“ต้าร์นี่เฮียเอง...เปิดประตูหน่อย....”
เป็นครั้งแรกเลยที่ผมเรียกแทนตัวเองว่า “เฮีย” ปกติแล้วผมก็ “กรูกะเอ็ง” อยู่ตลอด แต่มาขอโทษทั้งทีก็ให้มันสุภาพหน่อยล่ะกัน

เงียบ........

“อ่า.....ต้าร์ เฮียมาขอโทษน่ะ เปิดประตูให้เฮียเข้าไปหน่อยได้ป่าว?”

“...........”
ท่าทางจะงอนจริงเว้ย เอาน่ะ...ยอมมาง้อแล้วนี่ ก็พยายามต่อไปก็แล้วกัน
“ต้าร์....เปิดหน่อย...เฮียขอโทษ”


ผมทั้งเคาะทั้งยืนคุยอยู่กับประตูห้องตั้งหลายนาที แต่ก็ไม่เห็นวี่แววหรือแม้แต่เสียงกุกกักในห้องเลย

 

“รึจะไม่อยู่ห้องจริงๆวะ?”

 

 


.........................................................................

 

 

“ช่วงนี้ผมจะไม่อยู่นะสักพักนะครับ จะไปค้างที่หอเพื่อนสักหน่อย พี่ดินอย่าไปบอกเฮียแม็กล่ะว่าผมไปไหน”
“แล้วจะไปนานมั้ยล่ะต้าร์? แล้วนี่คิดจะไปโดยไม่บอกแม็กสักหน่อยเหรอ? พี่ว่า...”
“หึ๊!ไม่ล่ะพี่ แบบนี้แหล่ะดีแล้ว เฮียเค้าคงจะสบายใจกว่าถ้าไม่เห็นหน้าผมอ่ะ ผมไปนะ”
“อ...อืม แล้วพี่จะโทรหานะ”

เด็กน้อยพยักหน้าตอบรับ รอยยิ้มฝืนๆบนใบหน้าแทนคำขอบคุณ ก่อนจะก้มลงหยิบเอากระเป๋าสะพายใบใหญ่ที่วางอยู่บนพื้นขึ้นสะพายหลัง แล้วเดินออกไปที่รถรับจ้างที่จอดรออยู่................


รถเคลื่อนตัวออกไป......

ทิ้งไว้แต่ควันจากท่อไอเสียจางๆกับความรู้สึกแย่ๆของตัวเองเอาไว้เบื้องหลัง

 

“ดิน....ไอ้ต้าร์มันไปแล้วเหรอ?”
“อืม....ไปแล้ว”

หลังจากที่เป็นที่ปรึกษาให้แม็กสักพัก กายก็เดินลงมายังชั้นล่าง เห็นเพียงก้อนดินที่ยืนอยู่หน้าหอเพียงคนเดียว ความจริงทั้งสองรู้ว่าวันนี้ต้าร์จะไปที่อื่นอยู่แล้ว แต่เพราะต้าร์ขอไว้ไม่ให้บอกกับแม็ก เพราะคิดไปว่าการที่ตัวเองหายไปจากที่นี่โดยที่แม็กไม่ต้องมารับรู้คงดีกว่า
 

“สงสารไอ้ต้าร์มันเหมือนกันเนาะ อยากจะช่วยมันอยู่หรอก แต่ก็ไม่รู้ว่าจะช่วยมันแบบไหนดี”
“มันเป็นเรื่องของเค้าสองคนล่ะนะ เราคงทำอะไรไม่ได้มาก......ว่าแต่เพื่อนกายล่ะ ตอนนี้เป็นไงมั่ง?”

“นั่งซึมเป็นผีดิบอยู่ในห้องนั่นแหล่ะ อย่างไอ้แม็กต้องปล่อยให้มันคิดได้เอง นี่อุตส่าห์ว่าชี้ทางให้เยอะแล้วแต่มันก็ไม่ยอมไป คงต้องรอให้มันรู้ตัวเองซะก่อน....แต่ไม่รู้จะอีกนานมั้ย กลัวว่ามันจะแกล้งทำเป็นลืมไม่ก็กลบเกลื่อนไปเลยน่ะสิ”

“ไม่หรอกน่ากาย ก็คนอย่างแม็กน่ะ....เอ่อ............เอ?.......ก็ไม่แน่.....ล่ะมั้ง?!?”

“..“..........เฮ้อ!........”..”  (-__-“)
ทั้งสองต่างถอนหายใจออกมาแทบจะพร้อมกัน ก็เพราะรู้กันดีว่าแม็กนิสัยเป็นยังไง ไอ้เรื่องความรู้สึกของแม็กที่ในขณะนี้แม้แต่ตัวแม็กเองยังไม่รู้ จะให้เดาว่าจะออกหัวออกก้อยก็ยากที่ทั้งคู่จะบอกได้เหมือนกัน

 

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

แม็กอุตส่าห์ตามมาง้อแต่ต้าร์ก็ไม่อยู่ซะแล้วดิ.....

เอาล่ะสิ ไม่รู้จะหายไปจริงๆหรือแค่ชั่วคราวกันแน่
แต่ตอนหน้าแม็กแทบจะคลั่งตายเพราะเหตุการณ์นี้แหล่ะ

 

 

edit @ 12 Jul 2010 00:32:30 by boyplus

Boy Plus

♥ Part 22: อย่ามายุ่ง! (จบPart)

 

เช้าวันใหม่
ผมตื่นมาก็พบว่าเจ้าหมอนข้างดิ้นได้ตัวดีไม่อยู่ในที่ของมันซะแล้ว
อ่อ! ก็คงไปโรงเรียนสินะ แต่ถ้าจะไปก็น่าจะปลุกกันบ้าง เพราะปกติผมไม่ใช่คนที่จะนอนตื่นสายสักหน่อย
ผมควานหานาฬิกาปลุกบนโต๊ะข้างเตียงนอน ท่ามกลางแสงสลัวที่ลอดผ่านม่านหนามาเพียงเล็กน้อยพอให้ได้รู้ว่าโลกภายนอกนั้นเป็นตอนกลางวันแล้ว
“หืม?....2 โมงแล้วเหรอ.....ฮ้าว!....วันนี้นอนเพลินเลยกรู”

สายโด่งแล้ว...แต่ผมก็ไม่ได้รีบร้อนอะไร วันนี้เป็นวันศุกร์ที่ผมจะตื่นสายได้ เพราะผมมีเรียนตอน 4 โมงเช้า แถมก็มีแค่คาบเช้าด้วย คาบบ่ายเลยฟรีสไตล์จะไปทำอะไรก็ทำ  
อืม....งั้นทำไรดีล่ะ? แต่พักนี้ไม่ค่อยอยากจะออกไปไหนมาไหนด้วยสิ ถ้าจะชวยเดียไปไหนมาไหนด้วยกัน ก็ไม่ค่อยอยากจะไปกับเราเท่าไหร่ ชวนไปเดทแต่ละทีก็ขอแถมเพื่อนอีกโขยงไปอีก!

ก๊อกๆๆ
เสียงเคาะประตูดังลั่น ที่มาพร้อมกับเสียงห้าวใหญ่ของคนที่ผมไล่ออกนอกห้องเมื่อคืนนี้ไป ก็ไอ้เพื่อนสุดตรีนของผมนี่แหล่ะ
“ไอ้แม็ก!...เมิงตื่นยัง?”

ผมงังเงียลุกออกจากเตียงเดินไปเปิดประตูห้องให้มัน จากนั้นก็เดินเกาหัวแกรกๆไปที่เตียงอีกครั้ง ไอ้หมีคิ้วหนาก็เดินยื่นหน้ามู่ทู่ของมันเข้ามาในห้อง มันมองผมที่กำลังนอนเอนหลังอยู่บนเตียง ไอ้มองก็เรื่องปกตินะ แต่สายตามันก็กวาดมองผมตั้งแต่หัวจรดเท้าแบบนี้น่ะ อะไรของมัน?...จะมาทำกวนตรีนอะไรอีกรึไง?
“เมิงทำไมนอนตื่นสายวะ? ปกติเมิงไม่ตื่นสายนี่หว่า?”
“ทำไม? กรูจะนอนตื่นสายสักวันมันจะเป็นอะไร ก็วันนี้เรียนตอน 4 โมงนี่หว่า ตื่นสายหน่อยก็ไปทันน่า”

“อ...อ่อ!...เหรอ”
คำพูดไอ้กายเหมือนว่าจะเข้าใจที่ผมพูดอธิบาย แต่ไอ้อาการที่เวลาพูดแล้วเลิกคิ้วสูง ยิ้มมุมปากแบบแหยงๆมันหมายความว่าไงกันแน่? สีหน้าที่ดูกวนๆของมันขณะที่มันมองมาที่ผม มันทำให้ผมรู้สึกแปลกๆ จนอดที่จะถามมันไม่ได้

“ไอ้กาย! เมิงมองกรูแบบนี้หมายความว่าไง?”
“ไม่มี๊!...กรูก็แค่มองเมิงเฉยๆ ทำไม! เมิงเป็นปอบเหรอถึงจะให้กรูมองไม่ได้”
“ไม่มีแล้วเมิงมานี่ทำไม? คงไม่ใช่แค่มาปลุกกรูใช่มั้ย?”
“ก็นะ...กรูจะมาบอกว่า ให้เมิงจ่ายค่าหอด้วย น้าเหมียวฝากให้มาบอก ก็เมิงว่าจะให้แกตั้งแต่เมื่อวาน แกก็รออยู่ วันนี้เลยบอกให้กรูมาถามเมิงไง”
“อะ...อ๋อ! เออวะ ลืมไปเลย เมื่อวานนี้กรูกลับมาจากเตะบอลเหนื่อยๆเลยลืมไปเลย เดี๋ยวกรูเอาลงไปจ่ายแกเอง”

ถ้ามันได้คุยกับน้าเหมียวแสดงว่ามันก็ตื่นเช้าอยู่เหมือนกัน งั้นก็คงเห็นไอ้ต้าร์งั้นสิ
“แล้วเมิงเห็นไอ้ต้าร์ม่ะ? กรูตื่นมาก็ไม่เห็นมันแล้ว”
“ห...เห็น...ใส่ชุดนักเรียนออกไปเมื่อเช้านี้...”
ไอ้กายดูมีสีหน้าประหลาดใจที่ผมถามถึงไอ้ต้าร์ มันก็เลยเดินมาที่ผมแล้วขึ้นมานั่งที่ปลายเตียง มันทำหน้านิ่วคิ้วขมวด แล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะหันมาจ้องหน้าผมเป๋ง!

“ไอ้แม็ก...เมิงเป็นเพื่อนสนิทกรูใช่มั้ย?”
“ก็เออดิ ทำไมวะ?”
“งั้นกรูขอถามเมิงสักข้อ แล้วเมิงต้องตอบกรูมาตามตรงนะ”
“หืม?...แล้วเมิงจะถามอะไร? แมร่งดูเมิงซีเรียสจัง จะมาขอยืมตังค์กรูใช่ป่าวเนี้ย!”
“ไอ้ฟาย!กรูพูดจริงนะ เมิงอย่ามาทำเล่น กรูบิ้วอารมณ์ส่งให้เมิงขนาดนี้แล้วเมิงก็มีส่วนร่วมให้หน่อยเซ่!”

อะไรวะ? มีการบิ้วซะด้วย ตกลงมันพูดจริงหรือเล่นแน่เนี้ย? เอาเห๊อะ..คงจะเป็นเรื่องไร้สาระของมันอีกนั่นแหล่ะ

“เอานะ กรูจะถามนะ”
“เออ...”
“กรูจะถามแล้วนะ”
“อืม...ว่ามา”

 

 

 

 


“กรูว่า.....กรูไม่ถามดีกว่า”

“นี่เมิง....กวนตรีนกรูเหรอ” -*-

นึกแล้วเชียว!ไอ้บ้าเนี้ย มันไม่ได้มีสาระอะไรเล้ย! แหม่ะ.....อยากกินตรีนซะขนาดนี้จัดให้สักดอกสองดอกจะดีมั้ย!
“เอ้ย! กรูล้อเมิงเล่น ใจเย็นดิไอ้แม็ก กรูมีเรื่องถามเมิงจริงๆ”
“เมิงก็เลิกทำทีเล่นทีจริงได้แล้ว กรูสับสน! ตกลงเมิงจะถามแล้วใช่มั้ย เร็วๆ ไอ้นี่!”

“อ่า.....นะ.......กรูจะถามเมิงเรื่องไอ้ต้าร์น่ะ”
“ทำไม? เมิงจะมาสนใจอะไรมันล่ะ ปกติพวกเมิงเจอกันก็แทบไม่ค่อยจะคุยกันอยู่แล้วนี่หว่า”

ไอ้กายมันทำท่าท่าอึกอักอยู่สักแป๊บนึง สีหน้ามันดูเคร่งเครียดเห็นได้ชัด แสดงว่ามันกำลังจริงจังกับคำถามที่กำลังจะถามผมจริงๆ ผมเห็นท่าทางมันแล้วก็รู้สึกลุ้นอยู่หน่อยๆเหมือนกัน เพราะไอ้กายถ้ามันทำตัวเป็นการเป็นงานขึ้นมาก็จะออกแนววิชาการจัด แต่สำหรับคำถามที่มันจะถามเรื่องไอ้ต้าร์นี่มัน...นะ......ก็ไม่รู้ว่ามันจะถามผมไปในแนวไหนด้วยสิ


“ไอ้แม็ก! เมิงกับไอ้ต้าร์เป็นมากกว่าพี่น้องกันใช่ม่ะ?”


ฮึ๊ก!!

ผมถึงกับสะอึกลูกใหญ่กับคำถามที่ด้านดิบและห่ามสุดๆของมัน นี่ถ้าผมกำลังยืนอยู่คงถึงกับเข่าอ่อนแน่ๆ แต่ถึงแม้ว่าตอนนี้ผมนอนอยู่แต่พอเจอคำถามไอ้กายแบบนี้ก็ต้องลุกขึ้นมา เพราะอารมณ์จะนอนอยู่เฉยๆคงไม่ได้ล่ะ เหงื่อของผมแตกพลั่ก ทั้งๆที่อากาศก็ไม่ได้ร้อนอะไรสักหน่อย

“ไอ้เอี้ย!เนี้ยนะคำถามซีเรียสของเมิง ไอ้สาด!!กรูก็นึกว่าเมิงจะคิดอะไรที่ดีกว่านี้ กรูบอกเมิงแล้วไง ว่ากรูกับไอ้ต้าร์ไม่ได้มีอะไรกันจริงๆ ทำไมเมิงยังคิดอะไรแบบนี้อยู่วะ ห๊า!”
อารมณ์ของผมในตอนนี้ มันบอกไม่ถูกว่ากำลังโมโหหรือกำลังประหม่าอยู่กันแน่ บอกได้แค่ว่าตอนนี้ใจผมเต้นระรัวไม่เป็นจังหวะอยู่แล้ว


“กรูขอโทษ แต่เพราะสิ่งที่เมิงทำต่อไอ้ต้าร์ เมิงก็รู้ใช่มั้ยว่าเป็นสิ่งที่คนอื่นๆไม่ทำอย่างที่เมิงทำ แล้วก็คงไม่ใช่แค่กรูหรอกที่คิดแบบนี้”
“กรูไม่สนใจหรอกว่าคนอื่นจะคิดยังไง กรูปฏิบัติกับไอ้ต้าร์แบบนี้แล้วมันผิดตรงไหน กรูไม่เห็นว่ามันจะเสียหายเลยนี่หว่า”

“แต่เมิงนอนเตียงเดียวกันกับมันนะ ถามจริงๆนะเมิงไม่รู้สึกอะไรมั่งเหรอ?”
“ทีเมื่อคืนเมิงยังมาขอนอนเตียงเดียวกับกรูเลย แล้วมันต่างกันตรงไหน”
“ต่างดิ!ก็กรูกับเมิงเป็นเพื่อนกัน แต่เมิงกับไอ้ต้าร์เคยมีอะไรกันมาก่อน นี่แหล่ะที่กรูคิดว่า......”

“พอเลยไอ้กาย! นี่เมิงคิดว่ากรูกับไอ้ต้าร์เป็นเหมือนเมื่อตอนนั้นเหรอ กรูบอกเมิงเป็นร้อยแล้วมั้ง แต่กรูจะบอกเมิงอีกทีก็ได้ ว่ากรูกับไอ้ต้าร์เราเป็นพี่น้องกัน!เมิงเข้าใจซะที”
คำพูดที่บาดหูไม่นึกเลยว่าจะออกมาจากปากเพื่อนรักแบบนี้ การที่ผมจะรักน้องจะกอดน้องด้วยความสนิทแนบชิดแบบนี้มันจะไปหนักหัวใครซะเมื่อไหร่ ทำไมไอ้กายต้องมาจ้องจับผิดกับเรื่องแค่นี้ด้วย


“ถ้าเมิงเป็นพี่น้องมันจริง งั้นเมิงบอกกรูสิว่าเนี้ยเมิงรู้สึกยังไง”

ไอ้หมีกายมันก็เข้ามากอดผมโดยไม่ทันได้ตั้งตัว
พอกล้ามมาเบียดกล้ามผมก็ตกใจหน่อยๆแต่ก็ไม่ได้รู้สึกแปลกแต่อย่างใดเพราะปกติเวลาที่เราเตะบอลชนะก็มักจะกระโดดกอดกันเป็นว่าเล่นอยู่แล้ว
“อืม......เออ....ก็ธรรมดา......”

“งั้นแบบนี้ล่ะ?”
ไม่รู้ว่ามันคิดแผลงๆอะไรของมัน ไอ้กายมันก็เริ่มรุกหนัก คราวนี้มันเอาคางเคราของมันมาไซร้ที่ซอกคอผม แถมไอ้ลมหายใจที่มารดต้นคอ อันนี้สุดจะทนแล้วครับ!
ทั่วทุกอนูขุมขนทั่วร่างกายลุกซู่ตั้งเป็นแผงยังหญ้าในสนาม ใบหน้าซีดเหงื่อตกยังกะคนที่จับไข้ทันที ความรู้สึกกระอักกระอ่วนในกระเพาะที่พุ่งจี๊ดขึ้นมาสู่ลำคอ แต่ก็ไม่มีอะไรจะออกมาเพราะนี่ก็เช้าอยู่แถมก็ยังไม่ได้กินอะไรด้วย อารมณ์ประมาณว่าโดนจิ้งจกตัวเขื่องพร้อมกับผิวหนังอันเหี่ยวย่นเละๆกระโดดจากเพดานพุ่งดิ่งมาแปะบนหน้า ขยะแขยงสุดๆเล้ยยยย!!!!
“แว๊กกกก!เมิงทำอะไรกรู ไอ้เอี้ยก๊ายยย!!!”
ทั้งผมทั้งไอ้กายแทบจะพุ่งตัวออกพร้อมกัน ไอ้กอดก็พอทน แต่เล่นมาไซร้ซอกคอกันแบบนี้ มันไม่ไหวแล้วจริงๆนะ

ไอ้กายมันกระโดดออกห่างจากผมไปเกือบเมตร อาการของมันตอนนี้ก็ไม่ได้ต่างจากผมล่ะ ทั้งตัวมันขนลุก หน้าซีดเหงื่อแตก สีหน้าที่ทำอย่างกะคนจะอ้วก มันก็ขยะแขยงผมพอๆกันล่ะนะ

“แหวะ!!! กรูไปทำกับกระต่ายน้อยยังรู้สึกดีกว่านี้ซะอีก อ๊อก!”
“ไอ้เอี้ย! แล้วเมิงมาทำทำม๊ายยย! แมร่งโคตรหยะแหยง ฮือ...ฝันร้ายแน่กรู”
“นึกว่ากรูอยากทำนักเหรอ! จะได้พิสูจน์ไงว่าเมิงรู้สึกยังไง วันนี้กรูต้องไปวัดเอาน้ำมนต์ล้างซวยที่ต้องมาทำกับเมิงไง”
“เออ.กรูรู้สึก....รู้สึกว่าเมิงน่ะบ้าเข้าขั้นอิ๊บอ๋ายแล้ว ลงทุนเอาตัวเองพิสูจน์เองเลยนะ จะมีใครที่เหมือนเมิงอีกคงไม่มีล่ะ!”


หลังจากที่พักหายใจหายคอจัดการกับความรู้สึกขยะแขยงให้เบาบางลงไปแล้ว ผมกับไอ้บ้ากายก็กลับเข้ามาสู่บทสนทนาที่ผมยากจะทำใจที่จะต้องตอบคำถามมันอีกครั้ง

“ทีนี้เมิงก็รู้แล้วว่าเวลากอดกับกรูแล้วเป็นไง แล้วเมิงลองไปเปรียบเทียบกับตอนที่กอดกับไอ้ต้าร์มันดู ว่าเมิงรู้สึกไง”
“ก็เมิงกับไอ้ต้าร์มันต่างกัน ก็เมิงนะหมีควาย แต่ไอ้ต้าร์กรูรู้สึกว่าเหมือนมันเป็นแค่น้อง เป็นเด็กๆตัวเล็กๆ ที่เอ็นดูก็แค่นั้น เมิงทำไมไม่ยอมเข้าใจวะ?”
ดูไอ้กายไม่ค่อยจะพอใจกับคำตอบของผมนัก สายตาของมันกลับดูแคลงใจผมมากว่าเดิม มันถอนหายใจอีกครั้ง มือมันยกขึ้นมากอดอกก่อนจะเทศน์ยาวให้ผมฟัง
“ไอ้แม็ก! จะให้กรูเข้าใจเมิงได้ไง ก็ที่กรูเห็นน่ะ ไอ้ต้าร์มันก็ไม่ใช่เด็กอย่างที่เมิงคิดซะหน่อย อายุมันก็แค่น้อยกว่าเรา 2 ปี ถ้าจะให้พูดนะ มันก็โตพอที่เมิงจะจับกดมันได้ตลอดอยู่แล้ว แล้วเมิงก็ประหลาดคนจริงๆ เมื่อก่อนเมิงเคยได้กันกับมันด้วยซ้ำ แน่ใจเหรอเวลาที่อยู่กับมันแล้วเมิงไม่เคยคิดถึงเรื่องนั้น ถึงเมิงจะไม่คิด  แล้วไอ้ต้าร์ล่ะ เมิงรู้ใจมันเหรอ?”

ผมประหลาดใจที่ไอ้กายมันวิเคราะห์ได้แทงใจดำผมขนาดนี้
ไอ้ต้าร์ตอนนี้ก็อายุ 18 แล้วนี่ แต่ผมกลับมองมันเป็นเด็กประถมอยู่ได้ คงเพราะผมมองเห็นมันไปซ้อนทับกับภาพของหลานชายคนสุดท้องที่บ้าน ผมกับหลานคนนี้เราสนิทกันและผมก็เอ็นดูหลานคนนี้มากๆ แต่จากนั้นหลานคนนี้ย้ายตามพ่อแม่ไปอยู่ที่อื่น แล้วผมก็ออกมาเรียนที่มหาลัยด้วย ความคิดถึงหลานบวกกับที่ไอ้ต้าร์เข้ามาในชีวิตพอดีทำให้ผมหลงคิดไปว่ามันเป็นหลานของผม
แล้วที่ไอ้กายพูดน่ะ...........มันก็จริงอยู่หรอกนะ ที่บางครั้งผมจะนึกถึงเรื่องวันนั้นขณะที่นอนกอดกันอยู่ แต่ยังไงผมก็มองไอ้ต้าร์เป็นได้แค่น้องอยู่ดี เรื่องวันนั้นผมก็คิดไปเพียงว่าเป็นเรื่องที่เราพลาดพลั้งกันไป ทั้งผมและไอ้ต้าร์คงจะลืมๆกันไปแล้ว

ไม่สิ!.......ผมคิดผิด

ผมเพิ่งจะมาเข้าใจเอาตอนนี้นี่เอง ว่าทำไมไอ้ต้าร์ถึงไม่ยอมมานอนกับผมซะที สิ่งที่ผมคิดว่ามันจะลืมแต่มันไม่ใช่ ไอ้ต้าร์มันไม่ได้ลืม แต่ผมต่างหากที่แกล้งทำเป็นลืม นี่ผมกำลังทำอะไรอยู่เนี้ย!!

“เมิงไม่ต้องตอบกรูตอนนี้ก็ได้ ให้เวลาเมิงคิดสักหน่อย ที่กรูบอกเมิงน่ะ เพราะกรูหวังดีนะเว้ย! กรูก็กลัวว่าเมิงจะเลยเถิดไป ถ้าเมิงยังคิดอยากจะมีเมียเป็นผู้หญิงอยู่นะ”

 

 

ไอ้กายเดินออกจากห้องผมไป แต่มันปล่อยทิ้งไว้แต่คำถามและความพิศวงเข้ามาในใจของผม เรื่องที่ผมทำมันเลวร้ายขนาดนั้นเชียวเหรอ? แค่ความรักเอ็นดูที่ให้กับเด็ก...ไม่ใช่! ผู้ชายอีกคนนึง จะทำให้โลกตราหน้าผมว่าเป็นเกย์เชียวเหรอ?

 แต่โลกหรือใครจะว่ายังไงก็ช่าง

แต่สิ่งที่ผมควรจัดการคือความคิดในตอนนี้มากกว่า ว่าที่ผมปฏิบัติกับไอ้ต้าร์ มันเป็นเพียงความรักแบบพี่น้องหรือมันมีความหมายเป็นอย่างอื่นกันแน่ อย่างที่ไอ้กายมันทำนั่นแหล่ะกอดกับมันแล้วผมขยะแขยง แต่กอดกับไอ้ต้าร์มันคนละเรื่อง.....
ตอนที่ได้กอดร่างกายเล็กๆบางๆนั่น ความรู้สึกที่อบอุ่น รู้สึกสบายใจ จนไม่อยากปล่อยมือให้ออกจากอ้อมกอดไป ยิ่งชิดใกล้ก็ยิ่งเรียกร้องมากขึ้น ทุกวันผมอยากจะนอนหลับโดยที่มีไอ้ต้าร์อยู่ข้างๆ มันไม่เป็นเรื่องปกติของคนทั่วไปงั้นเหรอ?.....

ไม่จริงใช่มั้ย!

ผมกำลังรู้สึกแปลกๆต่อไอ้ต้าร์! คนที่ผมคิดว่าเป็นน้อง ความรู้สึกที่มีให้มัน มันไม่ใช่อย่างที่ผมคิดซะแล้ว.....

 

 

 

 

 


สองทุ่ม.......

ก๊อกๆๆๆ
“เฮีย เข้าไปนะ”

“เป็นไรเฮียนั่งนิ่งเชียะ? นี่ๆ ซื้อแตงโมมาด้วยกินด้วยกันม่ะ? โอ๊ะ!ไม่น่าถาม ของฟรีแบบนี้เฮียกินอยู่แล้ว ตักบาตรอย่าถามพระสิเนาะ”
ไอ้หนูวันนี้ดูมันร่าเริงจริงๆ เข้ามาในห้องก็เจื้อยแจ้วของมันไปเรื่อย ดูไม่ได้ทุกข์ร้อนอะไรซะเลย มาอยู่ห้องผมก็ทำนั่นทำนี่อยู่ตลอด สักพักมันเดินไปหลังห้องพร้อมกับถุงแงโมแช่เย็น ไม่ถึงนาทีก็กลับออกมาพร้อมกับแตงโมที่ใส่จานจัดชิ้นเรียงเป็นระเบียบ มีไม้จิ้มอยู่สองอันและกระดาษเช็ดปากมาครบเซ็ต


“มาแว้วววว... อ่ะนี่! พูนลาบอย่างดี”
“อะไรพูนลาบ?”
“อ่ะก็แตงโมจินตราไง จินตรา ก็นามสกุลพูนลาบ เด่อ!แค่นี้ก็ไม่รู้จัก เชยนะเนี้ย!”
มุกบ้านๆของมันกับรอยยิ้มใสๆ ดูมันจะภูมิใจกับการเล่นมุกของมันนัก ที่สามารถเล่นอำกับผมได้
จานแตงโมถูกวางไว้บนโต๊ะญี่ปุ่นกลางห้อง มันจัดแจงลากโต๊ะมาหาผม ส่วนตัวเองก็นั่งลงอยู่ฝั่งตรงข้าม ดูท่าวันนี้จะอารมณ์ดีจัด คลอเพลงไปด้วยตลอดเวลา


“กินกันเหอะ เอ้า...เฮียกินดิ”
“เอ็งกินเหอะ ไม่อยากกินเท่าไหร่”
“หื้อ!วันนี้มาแปลก เฮียไม่กินของฟรี น่าๆกินสักหน่อยเหอะ ซื้อมาตั้งเยอะกินคนเดียวไม่หมดหรอก งั้นเอางี้...เฮียลองชิมชิ้นนึงก่อน ถ้าอร่อยก็กินอีก อ่ะนี่เดี๋ยวให้ชิมนะ”

ไอ้เด็กน้อยจิ้มเอาชิ้นแตงโมขึ้นมายื่นใส่ปากให้ผม ดูกระตือรือร้นอยากให้ผมกินของที่มันป้อนให้เป็นอย่างมาก
“อ้าปากดิ...ลองดูหน่อยน่าเฮีย”
“ไม่เอา...ก็บอกว่าไม่อยากกินไง กินไปเหอะ”
“น่าเฮียอย่าดื้อดิ กินให้เป็นกำลังใจคนซื้อมาหน่อยก็ได้ เอาน่า กินๆๆ”

“กรูบอกว่าไม่กินไง!”

แผละ!!!!

ชิ้นแตงโมลอยละลิ่วและตกเป็นชิ้นกระจายอยู่บนพื้นห้องด้วยแรงปัด ผมปัดมือไอ้ต้าร์ให้ออกไปจากหน้าผม แต่ก็ทำให้ของในมือหลุดออกไปด้วย สีหน้าของไอ้ต้าร์ถึงกับอึ้งกับสิ่งที่ผมทำ


“อ.....อ่านะ.....เฮียกำลังอารมณ์ไม่ดี ......ผมก็ไม่น่ากวนใจเลยเนาะ ห่ะๆๆ”
ไอ้ต้าร์ทนฝืนยิ้มให้ผม แต่ผมก็พยายามหลบเลี่ยงไม่ใส่ใจกับสิ่งที่ไอ้เด็กน้อยพยายามทำดีให้

“เอ็งกินไปเหอะนะ”
ผมลุกออกจากที่นั่ง มือข้างหนึ่งก็ค้ำเอามุมของโต๊ะญี่ปุ่นเพื่อพยุงให้ตัวเองลุกขึ้น

ฟึ่บ!!!เพล้งงง!!!
ขาโต๊ะที่พับมาไม่สนิทพอถูกแรงดันก็ล้มฟุบลง จานแตงโมที่อยู่บนโต๊ะก็พลอยหล่นลงมาแตก ทั้งเศษจานเศษแตงโมก็กระจายเต็มพื้นห้อง
สีหน้าไอ้หนูถึงกับช็อคอย่างมาก ของที่คิดว่าจะได้กินด้วยกัน ถูกผมทำเสียหายลงไปต่อหน้าต่อตา ความตั้งใจที่อุตส่าห์ทำมาแตกสลายไปพร้อมกับความรู้สึกที่ดี แต่ก็ยังฝืนตัวเองว่าสิ่งที่ผมทำนั้นไม่เป็นไร ยังคงพูดเล่นทำเหมือนว่ามันไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“ผ.....ผมเก็บเอง...วู้! เมาแล้วมั้งเฮีย เมาแล้วโวยวายแบบนี้ เดี๋ยวร้านเหล้าเค้าจะว่าเอานา....ไม่ไหวๆ”

ผมมองไอ้หนูที่กำลังก้มหน้าก้มตาเก็บเศษจานและแตงโมใส่ถุงขยะอย่างตั้งใจ แต่ผมก็ไม่รู้ว่าควรจะทำตัวแบบไหนในสถานการณ์ตอนนี้
ได้แต่เดินหนีห่างออกไปหลังห้อง เปิดประตูออกไปยืนรับลมที่พัดโชยมาเอื่อยๆ ทอดสายตามองทัศนียภาพยามค่ำอยู่ที่ริมระเบียงหลังห้อง ปล่อยให้ไอ้ต้าร์เก็บกวาดห้องอยู่เบื้องหลัง

 

ผมกำลังหงุดหงิดอะไรอยู่เนี้ย?

“เฮีย......เป็นไรม่ะ?...”
ไอ้หนูแอบตามผมออกมาเงียบๆ ดูท่าทางว่ามันคงจะเป็นห่วงที่ผมกำลังมีอาการแปลกๆไป

“เปล่า....”
“บอกผมได้ม่ะ?”

ผมแกล้งทำเป็นเมินเฉยต่อคำพูดที่ถามผมด้วยความห่วงใย ใบหน้าใสๆที่แสร้งยิ้มหวังเพื่อทำให้ผมเห็นแล้วสบายใจ แต่แววตาของมันก็บอกเลยว่าคนละเรื่องกับรอยยิ้มนั้นเลย

“เฮีย...ทำไมไม่พูดล่ะ? ไม่สบายใจอะไรก็ระบายมาดิ เก็บไว้คนเดียวทำไมเครียดเปล่าๆ”
“ไม่มี...เอ็งออกไปได้มั้ย กรูอยากอยู่คนเดียว”

“ถ้าเฮียเครียดนะ งั้นเอางี้ม่ะ เราไปเล่นเกมกันก็ได้ พวกเกมแรงๆอะไรอย่างเงี้ย ไม่ก็เราก็ไปร้านคาราโอเกะกัน ร้องเพลงให้มันไปเลย ชวยเฮียกายกับพี่ดินไปด้วยก็ดีนะ เอานะ!”

“ไม่ไปหรอก ให้กรูอยู่คนเดียวเหอะน่า”
“อยู่คนเดียวมันฟุ้งซ่านเอาอ่ะดิ นี่ถ้าไม่อยากไปไหน ผมอยู่เป็นเพื่อนเฮียก็ได้นะ จะได้นวดไหล่ให้ไง คลายเครียดๆ”

ไอ้หนูพยายามเอาใจผมทุกอย่างเพื่อให้ผมหายเครียด คงไม่รู้ตัวเลยสินะว่าเรื่องที่ผมเครียดน่ะก็เรื่องมันทั้งนั้น ยิ่งมันมาอยู่ใกล้ๆแบบนี้ผมยิ่งรู้สึกเครียดและสับสนมากขึ้นไปอีก
“งั้นเฮียมานี่....ถ้าเครียดๆแบบนี้แล้วให้ผมนวดให้นะ รับรองหายเครียดทันที”

ไอ้หนูมันพยายามดึงแขนผมเข้าไปในห้อง ด้วยความหวังดีที่อยากให้ผมผ่อนคลายลงไปบ้าง

“อย่ามาจับ!!!”
ตึง!!!!
“โอ้ย!”

ทันทีที่มือมันแตะท่อนแขนของผม ด้วยความไม่ยั้งคิด ผมสะบัดมือของมันออกอย่างแรง จนทำให้ไอ้ต้าร์เซไปชนกับประตูหลังห้อง
ผมไม่ได้ตั้งใจให้มันต้องเจ็บตัวนะ แต่เพราะผมรู้สึกว่าไม่อยากให้มันมาโดนตัวผมอีกแล้ว ไม่ใช่เพราะความรังเกียจไอ้ต้าร์มันหรอกนะ แต่ผมรังเกียจตัวเองที่ต้องไปแตะต้องตัวไอ้ต้าร์เสียมากกว่า

“เฮีย?...”

สีหน้าและสายตาที่มองผมด้วยความงวงงงกับเหตุการณ์กับที่เกิดขึ้น ร่างผอมบางยืนเบียดพิงที่ประตูเพราะแรงสะบัด ขณะที่ผมได้แต่ยืนทื่อหันหน้ามองไปทางอื่นไม่มองหน้าไอ้หนูมันด้วยซ้ำว่ามันกำลังมีสีหน้าและรู้สึกต่อพี่ชายคนนี้ยังไง ตั้งแต่เมื่อกี๊ครั้งนี้ก็สามครั้งแล้วที่ผมทำร้ายความรู้สึกที่ดีของเด็กน้อย ทั้งที่วันนี้ความตั้งใจและความหวังดีต่างๆเตรียมมาเพื่อมาทำให้ผมสนุกด้วยแท้ๆ

“ขอโทษ....แต่เอ็งออกไปซะ! กรูไม่อยากจะเจอเอ็งตอนนี้”

“ผมทำอะไรผิด....เฮีย...กำลังโมโหผมเหรอ?”
“ไม่ใช่!....เอ็งไม่ผิดหรอก แต่ไม่ใช่ตอนนี้ ไปซะ!”

ไอ้หนูคงสับสนมากที่จู่ๆผมก็กลายเป็นยักษ์ไล่มันไปอย่างไม่แยแส น้ำตาใสๆก็ไหลพรั่งพรูออกมาจากดวงตาเรียวยาวของไอ้หนูด้วยความกลัวและใจหายกับคำพูดและการกระทำที่ไร้น้ำใจของผมในวันนี้ ในจิตใจคงกำลังโทษตัวเองว่าทำไม่ดีให้พี่ชายคนนี้ต้องไม่พอใจอะไรสักอย่างแน่ๆถึงได้มีปฏิกิริยาที่ดูเหมือนรังเกียจกันได้ขนาดนี้
ถึงผมจะรู้ว่าคนที่ผมทำร้ายจิตใจจะรู้สึกยังไง แต่ผมก็ไม่อาจจะตอบสนองต่อความรู้สึกของไอ้หนูมันได้เลย เพราะผมเองก็ยากที่จะบอกได้ว่าตัวเองในตอนนี้มันเกิดอะไรขึ้นกับตัวผมกันแน่  ทำไมถึงทำร้ายจิตใจไอ้ต้าร์ได้อย่างเย็นชาขนาดนี้ ทั้งที่มันก็ไม่ได้ทำผิดอะไร แล้วที่ต้องมาลงเอยด้วยการขับไล่ไสส่งไอ้ต้าร์แบบนี้ไปแล้ว ผมควรจะทำตัวแบบไหนดี? ผมหาทางออกเองไม่เจอแล้ว......

ไอ้หนูพยุงตัวเองให้ยืนขึ้นเดินออกจากประตูหลังห้อง ดวงตาที่ฉ่ำไปด้วยน้ำตาหันมองมาที่ผมดั่งจะอ้อนวอน แต่พี่ชายที่แสนจะใจร้ายและเย็นชาคนนี้ไม่มีแม้แต่จะมองมาเพื่อสบตาเลยด้วยซ้ำ

 

ไม่มีคำพูดใดๆออกจากปากผมและไอ้หนูมันเลย........


มีเพียงเสียงสะอื้นร้องไห้กับเสียงฝีเท้าที่ลากย่ำเดินออกไปจากห้องอย่างช้าๆ เสียงนั้นทำให้ผมต้องเงยหน้าขึ้นมองแผ่นหลังเล็กๆที่กำลังเดินห่างออกไป
กรูกำลังทำเอี้ยอะไรกับมันอยู่เนี้ย!!!

ยิ่งไอ้หนูมันเดินเข้าใกล้ประตูเพื่อที่จะออกไปจากห้องของผมมากเท่าไหร่ ความรู้สึกผิดก็เริ่มเกาะกุมและถาโถมเข้ามาในใจของผมอย่างหนักหน่วงรวดเร็ว ในที่สุด.......

“ต้าร์!!!”
ผมตะโกนเรียกออกไปหมายจะฉุดรั้งให้เด็กน้อยหยุดมาฟังผมจะพูดสักครั้ง

“ผมจะรีบออกไป เฮียไม่ต้องเร่งหรอก”
น้ำเสียงสั่นเครือที่ตอบกลับมาเหมือนกำลังจะร้องไห้แต่คงฝืนกลั้นเอาไว้ ไอ้หนูรีบเร่งฝีเท้ามุ่งสู่ประตูห้อง ไม่แม้แต่จะหันมามองหน้าผมเลย ด้วยที่เข้าใจว่าพี่ชายคนนี้คงอยากให้มันรีบออกไปจากห้องซะไวๆ.......

“ต้าร์......เดี๋ยว!”
ผมเรียกไอ้หนูมันอีกครั้ง แต่กลับกลายเป็นว่าผมยิ่งเรียกคงดูเหมือนยิ่งไล่ ไอ้เด็กน้อยเดินออกไปแล้วปิดประตูห้องโดยไม่หันหลังกลับมามองที่ผมอีกเลย

 

ผมคว้าตัวไอ้ต้าร์ไว้ไม่ทัน มันเดินออกจากห้องผมไปแล้ว
ความรู้สึกกลัวที่มีในใจอยู่แล้วกลับยิ่งโหมทวียิ่งขึ้น แล้วความเจ็บปวดในใจมันเป็นอะไร มันเจ็บแปล๊บไม่ยอมหยุด

หลังจากที่ผมได้ฟังที่ไอ้กายมันพูดมาแล้ว ผมได้กลับมานึกถึงตัวเองอยู่นาน เลยรู้ได้ว่าผมกำลังกลัว......กลัวตัวเองมาก
กลัวที่ต้องสูญเสียความเป็นตัวตนของตัวเองไป.............

ความกลัวทำให้ผมต้องตัดสินใจทำร้ายจิตใจของอีกคนไปอย่างใจร้ายที่สุด

 

 


.............................................ผมควรจะทำไงดี?


+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

 

Boy Plus

♥ Part 22: อย่ามายุ่ง! (ครึ่งแรก)

 

 “กรูเหนื่อยแล้ว อย่ามายุ่งได้มั้ย ห๊า! จะมากวนอะไรนักว่ะ”
“เฮียก็ไม่สนใจผมเอง นี่มันกี่วันแล้ว ที่ไม่ได้ทำอ่ะ! ไม่ต้องนอนเลย ลุกมาก่อน ไม่งั้นจะกวนไปอย่างนี้มันทั้งคืนล่ะ”
“โอ๊ย! ไอ้เด็กบ้า จะอะไรกันนักกันหนา วันนี้กรูเหนื่อยจริงๆ ยังไม่อยากจะทำ เอ็งก็ทำได้หรอกง่ายๆแค่เนี้ย ลุกไปทำเองสิ!”
ผมพยายามมุดหัวทิ่มลงบนหมอน ด้วยความที่อยากจะนอนหลับสุดๆ ขณะที่ไอ้น้องรักตัวดี มันมาดิ้นกวนใจอยู่ข้างๆ ไล่ก็ไม่ยอมไปซะอีกแหน่ะ

“ไม่รู้ล่ะ! ยังไงวันนี้เฮียต้องลุกขึ้นมาทำซะดีๆ ถ้าผมทำเองเป็นคงไม่มากวนเฮียหรอก เพื่อเป็นการตัดปัญหาก็จงลุกขึ้นมาทำซะดีๆ!” 
“เออๆ ทำก็ได้ว่ะ! แมร่ง! โคตรบ่น”

 

หลายนาทีผ่านไป....................

 

“แค่นี้ก็สิ้นเรื่อง แค่เปลี่ยนหลอดไฟห้องตัวเองแค่เนี้ย อยู่ไปได้ไงแสงพึ่บพั่บๆแบบนี้ ยังกะเธค”
“มาอาศัยห้องกรูอยู่แล้วยังจะบ่นอีกนะ กตัญญูรู้คุณจั๊ง!”
“ถ้าผมเอื้อมถึงนะทำเองไปแล้ว คงไม่ต้องรอให้เฮียมาทำให้แบบนี้หรอก แล้วเป็นไงดีขึ้นเยอะ แสงไม่กระพริบไม่ต้องปวดตาแล้ว”


ผมแค่ซ่อมหลอดไฟครับ........ อย่าคิดลึก

ก็ไอ้หลอดไฟดวงนึงจาก 2 หลอด ที่อยู่กลางห้องผมมันเสียมาหลายวันแล้ว ออกแนวติดๆดับๆ อยู่ตลอด ไอ้ต้าร์มันบอกว่าเวลามันมานั่งทำการบ้านที่ห้องผมแล้วมันทนไม่ไหว เลยบังคับให้ผมเปลี่ยนหลอดไฟซะงั้น

แล้วคุณคิดว่า ผมสองคนจะทำอะไรกันงั้นเหรอ....
ไม่ช่ายยยย!
ถึงผมจะเคยพลาดท่าเสียทีกันมาก่อนหน้านี้ แต่มันก็เป็นเรื่องในอดีต แล้วตอนนี้ฐานะของเราก็เป็นพี่น้องที่รักกันแบบสุดๆเหมือนพี่น้องทั่วไป จะให้มามีไรกันเรอะ....เอาไว้ให้แมวออกลูกเป็นหนูซะก่อนละกันนะ

“งั้นคงพอใจเอ็งแล้วละสิ กรูนอนล่ะ”
“เดี๋ยว! แล้วก่อนจะนอนไปแปรงฟันก่อนดิ เดี๋ยวแมงกินฟัน ไปๆลุกไปห้องน้ำเดี๋ยวนี้ เร็ว!”
“อะไรนักหนาวะ! จะปล่อยให้กรูใช้ชีวิตส่วนตัวแบบไม่ต้องมีคนมาคุมได้มั้ยว๊า!”
“ลองปล่อยให้เรื่อยเปื่อยมีหวังซกมกยิ่งกว่าพวกที่ชอบหมกตัวในห้องอ่ะดิ เฮีย...อย่ามาทำอิดออด ทำตามที่ผมบอกน่ะดีแล้ว ไปเร็ว!”
“คร้าบ! ไอ้น้องบังเกิดเกล้า ถ้าให้ดีมาเฝ้าในห้องน้ำเลยมั้ยล่ะ จะได้ชัวร์”
“เอ้อ...ก็ดี ว่าจะล้างหน้าด้วยเหมือนกัน งั้นป่ะ ไปพร้อมกันเลย”

“…..!?!.....”

พูดประชดแต่มันเอาจริงแฮะ!
ตกลงนี่ผมเป็นนักโทษรึไง? ไม่เข้าใจว่าทำไมมันต้องมาคุมผมแจขนาดนี้ด้วย เอ้อ!
ผมว่าตั้งแต่ผมมีไอ้ต้าร์อยู่ด้วยเหมือนมีพยาบาลส่วนตัวเลยนะ มันคอยดูแลผมทุกเรื่องตั้งแต่หัวจรดเท้า มันก็ดีอยู่หรอกนะที่มีคนมาคอยดูแลให้แบบนี้ แต่บางครั้งผมก็แอบๆรำคาญอยู่บ้างเพราะหลายเรื่องมันก็ดูจะเกินไปซะหน่อยจนผมต้องได้บ่นไปบ้าง แต่มันก็ทนดีเหมือนกันนะ ถึงผมจะบ่นมันก็เฉย ทำอย่างที่มันอยากจะทำของมันไปโดยทำหูทวนลมไปกับที่ผมบ่นให้มัน จะมีใครเหมือนน้องผมคนนี้บ้างเนี้ย?

………………….


หลังจากที่ต้องทำตามคำสั่งของท่านต้าร์โดยการแปรงฟันและบ้วนปากเรียบร้อย ก็ถึงเวลาที่จะได้นอนอย่างที่ตั้งใจซะที หวังว่าคงไม่มีอะไรให้กรูทำอีกนะไอ้ต้าร์....

อา.....นั่นไงเตียงอันแสนสุข หมอนและผ้าห่มที่แสนจะนุ่มและอบอุ่น แต่ผิดสังเกตที่ผ้าห่มมันฟูๆขึ้นต่างจากเดิม? ช่างมันเถอะแค่ผ้าห่มเอง ผมเองก็ห้ามใจไม่ไหวที่จะทิ้งร่างลงบนแดนสวรรค์ยัดนุ่นแล้ว...
จะนอนล่ะนะคร้าบบ....

ฟุ่บ!!!!

“โอ้ย!!!เอี้ยเอ้ย! โดดลงมาได้ ไม่เห็นรึไงวะว่ากรูนอนอยู่”

 เย้ย! ทำไมเตียงพูดได้ว่ะ?
เฮ้ย!ไม่ใช่ล่ะ ถึงว่าสิ ก่อนเข้าห้องน้ำไปผมก็ว่าเตียงมันยังโล่งๆ แต่ตอนนี้ใต้ผ้าห่มมีสิ่งมีชีวิตที่ไม่ได้รับเชิญมาแทนที่ซะแล้ว แถมดูท่าทางว่าจะเป็นเพศผู้ซะอีก ที่สำคัญไอ้เสียงแบบนี้มัน...... 

ไอ้กาย!?!

“ไอ้สาดดดด!!!เมิงมาทำอะไรห้องกรูแล้วยังจะมานอนเตียงกรูอี๊ก! ออกไปเดี๋ยวนี้เลยนะไอ้เอี้ย!!”
ผมกระโดดโหยงออกจากเตียงทันทีที่รู้ว่าไอ้สิ่งมีชีวิตที่แสนจะน่ารังเกียจคือไอ้เพื่อนตัวดีที่มันถือวิสาสะมานอนอยู่บนเตียงสุดรักสุดหวงของผมนั่นเอง

“ไอ้แม็ก วันนี้กรูขอนอนกับเมิงหน่อย ขืนกรูกลับห้องกรูตายแน่ นะๆเพื่อนเลิฟ ให้กรูนอนด้วยนะ”

 


ไอ้คิ้วหนาวันนี้มันทำตัวสุภาพแบบแปลกๆ ปกติมันจะไม่ค่อยโผล่มาที่ห้องผมสักเท่าไหร่  ยกเว้นกรณีที่ว่ามันมาขอยืมตังค์ผม กับมันไปทำผิดอะไรมาถึงมาขอหลบที่ห้องผม ซึ่งผมก็คิดว่าคงเป็นกรณีหลังที่ว่ามาชัวร์!

“อะไรของเมิงน่ะไอ้สาด! ใครจะฆ่าเมิงกรูไม่สนใจ ออกไป! ถ้าเมิงตายเดี๋ยวพรุ่งนี้กรูบอกแม่เมิงให้เอง ลุกออกจากเตียงกรูเดี๋ยวนี้!”
ผมยิ่งง่วงอยากจะนอนมากอยู่แล้ว แต่ต้องมีอุปสรรคมาขัดขวางจนได้สิน่า ชักจะหงุดหงิดนิดๆแล้วเฟ้ย!
“ไม่เอา! กรูรบกวนเมิงแค่คืนเดียวเอง อย่าไล่กรูเลยนะ นะๆๆ”
“ทำหน้าอ้อนวอนยังกับกรูจะเห็นใจงั้นแหล่ะ ไม่เว้ย! ลุกเดี๋ยวนี้กรูจะนอน”


เรื่องอะไรจะให้หมีควายอย่างมันมาร่วมเตียงด้วย ตัวมันยิ่งใหญ่ๆแล้วรวมกันกับผมอีก คงได้นอนตกเตียงแน่ แถมชาตินี้ยังไงผมก็ไม่มีทางมานอนร่วมเตียงกับมันหรอก
เพราะตอนสมัยเด็ก ผมเคยไปนอนค้างที่บ้านมัน แถมนอนห้องเดียวกันกับมันด้วย มันคงจะเป็นเรื่องธรรมดาของการที่ไปนอนบ้านเพื่อนตามประสาเด็กทั่วไป หากว่าตอนนั้นไอ้กายมันดันละเมอจนถีบผมตกเตียงจนเอวเคล็ดมาแล้ว
มันบอกว่าฝันเห็นผี แล้วสะลึมสะลือเห็นผมนอนอยู่ข้างๆ ก็เลยดันคิดว่าผมเป็นผี ถีบผมเต็มแรงจนตกเตียงซะงั้น เพราะอย่างนั้นแหล่ะ ผมจึงสัญญากับตัวเองเลยว่า ไม่ขอนอนร่วมเตียงกับมันอีกแล้วไม่ว่ากรณีใดๆ
....เข็ดจริงๆ


ไอ้น้องต้าร์ที่เดินตามหลังออกมาจากห้องน้ำ เห็นไอ้กายอยู่ที่เตียงผมก็ทำหน้าแปลกใจที่มีแขกมาเยี่ยมห้องยามวิการ แต่คงพอจะได้ยินที่ผมกับไอ้กายพูดกันแล้ว มันก็คงเดาออกว่าเกิดอะไรขึ้น
“อ่ะ...เฮียกาย อย่าบอกนะว่าทะเลาะกับพี่ดินมาน่ะ?”

“ไอ้ต้าร์พูดไม่ผิดเลยใช่ป่าว? เมิงคงไปกวนประสาทพี่ดินจนพี่แกโมโห แล้วก็วิ่งแจ้นหนีคดีมา เห็นห้องกรูเป็นประเทศที่สามรึไงว่ะ!”
“แหะๆ ก็...ก็ไม่เชิงหรอก แค่เข้าใจผิดนิดหน่อยเอ๊ง!”
“ถ้าแค่เข้าใจผิดนิดหน่อย เมิงคงไม่มาลี้ภัยที่ห้องกรูหรอกใช่มั้ย เป็นอะไรกันอีกล่ะไอ้สาด!”

ไอ้กายพอมันโดนผมถามซักไซ้ ก็เผยอยิ้มแห้งๆ ทำสีหน้าหงอยๆ เหมือนหมาโดนล่าม ดูท่ามันคงจะไปสร้างวีรกรรมให้พี่ดินมาอยู่แล้วแบบนี้น่ะ
“แค่....ทำรูปวาดของดินหายไปรูปเดียวเอง นิดเดียวจริงๆ แต่ทางนั้นละไม่รู้จะโกรธอะไรนักหนาอ่ะดิ”
อ่ะ...ไอ้นี่ทำผิดแล้วยังจะไม่สำนึก วิ่งหนีมาให้ผมแบกรับปัญหากับมันด้วยซะงั้น

“โห...ไอ้บ้า! แสดงว่าเมิงทำงานวาดของพี่แกหาย เมิงก็รู้ว่างานพี่แกกว่าจะทำได้แต่ละอันวาดอยู่เป็นเดือน แล้วเจือกมาทำหาย แบบนั้นก็เหมือนเมิงสร้างภาระให้พี่แกน่ะสิ ไม่โกรธก็แปลกคนแล้ว”
“เพราะงี้ไง กรูถึงต้องมาพึ่งบารมีเมิงหน่อยแล้ว ให้กรูนอนห้องเมิงนะ ขืนกลับห้องกรูไปแมร่ง!กรูโดนฆ่าหมกห้องแน่ๆ”

“ไมได้!”

“เฮ้ย! ทำไมว่ะ?”
“กรูมีแขก เมิงแหกตาดูหน่อย วันนี้ไอ้ต้าร์จะนอนห้องกะกรูด้วย เพรางั้นเมิงหมดสิทธิ์!”

ผมคว้าตัวไอ้ต้าร์ที่กำลังยืนฟังอยู่ข้างๆมาแล้วล็อคคอไว้กับตัว ไอ้เด็กน้อยถึงกับสะดุ้งเพราะไม่นึกว่าผมจะเล่นเอามันมาเป็นข้ออ้างแบบนี้
ก็ดีเหมือนกัน ช่วงหลังๆมันไม่ยอมมานอนที่ห้องผมซะที พอขาดหมอนข้างอย่างมันแล้วผมก็นอนไม่ค่อยสนิท ไม่รู้ว่าทำไมนะ? แต่วันนี้แหล่ะจะได้เป็นข้ออ้างที่ให้มันมานอนที่นี่ได้ซะที ซึ่งก็แน่นอนว่ายากจะปฏิเสธได้ ก็ผมล็อคคอไว้ขนาดนี้แล้ว(บังคับสุดๆ)

“เฮ้ย! ไรเฮีย ผมไม่ได้ตกลงซะหน่อยเลยว่า...อุ๊บ!”
ผมอุดปากไอ้ต้าร์ไม่อยากให้มันพูดมาก ผมบอกแล้วว่ามันจะปฏิเสธผมไม่ได้
“เห็นม่ะ ไอ้ต้าร์เต็มใจจะนอนห้องกรูวันนี้ขนาดไหน ส่วนเมิง ไอ้กาย! เมิงไปๆเลย กรูจะนอน”

“ไอ้เอี้ย! กรูมีปัญหาเมิงเล่นมาทิ้งกันอย่างงี้เลยเหรอ เออ!จำไว้”
จะให้ไอ้กายมานอนร่วมเตียงกับผมเนี้ยนะ ฝันไปเหอะ! บอกไว้เลยนะ เรื่องที่ผมยี้สุดๆคือการที่ต้องมานอนใกล้ชิดกับไอ้กายนี่แหล่ะ!

ผมปล่อยไอ้ต้าร์ออกจากการล็อคคอ มันมองไอ้กายที่ทำท่าว่าตัวเองกำลังจะตาย คงเกิดนึกสงสารไอ้หมีมันขึ้นมา แล้วมาพูดขอร้องให้มัน
“เฮียก็ช่วยเฮียกายหน่อยเหอะ ให้นอนนี่แหล่ะ ส่วนผมจะกลับห้อง แล้ว....”
“ไม่ต้องเสนออะไรทั้งนั้น ไม่เอา!”
“เฮียเอาแต่ใจอ่ะ!”
“รู้ว่ากรูเอาแต่ใจก็เอาใจกรูหน่อย วันนี้เอ็งนอนนี่ ส่วนเมิงไอ้กาย ไปที่ชอบของเมิงไป!”
คนกำลังโมโหเพราะง่วงจัด ไม่คิดอยากจะมาต่อล้อต่อเถียงกะใครหรอก เข้าใจมั้ย? กรูง่วง!

“กรูชอบห้องเมิง งั้นกรูอยู่นี่แหล่ะ!”
อ้าว! ไอ้เอี้ยนี่มีกวนตรีน ทำไมมันหน้าด้านขนาดนี้ว่ะ?

 

“เมิงไม่ไปมีถูกตรีน! จะไปมั้ย? ห๊า!!!”
ไอ้หมีมันทำหน้ากวนส้นดึงเอาผ้าห่มนอนคลุมตัวอยู่บนเตียงของผมเฉย ทำอย่างกับว่าไม่มีผมอยู่บนโลกงั้นแหล่ะ ทั้งที่ผมทำหน้ายักษ์ใส่มันหวังไล่มันไปให้พ้นๆ
ขนาดที่ผมขู่ขนาดนี้แล้ว ปกติมันจะกลัวผมแล้วยอมหลบไปดีๆแล้ว แต่เดี๋ยวนี้รู้สึกว่ามันจะกลัวพี่ดินมากกว่าผมซะอีกพอทีพี่ดินด่ามันก็หงอเป็นลูกแมว แต่กับผมมันทำเฉยไม่แยแส แถมมีการทำสะดิ้งพูดฟ้องให้ไอ้ต้าร์ฟังซะงั้นน่ะ

“ไอ้แม็ก!! นี่เมิงใจดำไล่กรูได้ลงคอ ไอ้ต้าร์ดูเฮียเมิงดิ มันจิตใจโหดเหี้ยมขนาดไหน สักวันมันจะทำแบบนี้กับเมิงนา...”
ไอ้เวรตะไลมันยังอุตส่าห์หาเรื่องมากระแนะกระแหนผมได้อีก นี่ผมชักจะหมดความอดทนแล้วนะ

“ไอ้กาย!ไอ้ควาย! เมิงจะกวนประสาทกรูถึงไหน กรูง่วง! เมิงไม่ไปกรูเอาจริงนะโว๊ย!”
ผมปรี่เข้าไปกะจะถีบมันออกจากเตียงของผม แต่ไอ้ต้าร์รีบมาขวางไว้ กลัวว่าจะทำเรื่องไม่เป็นเรื่อง
“เฮ้ยเฮียหยุด! อะไรอ่ะเฮีย? หงุดหงิดกะเรื่องแค่นี้ นิดๆหน่อยเอง เอางี้เฮียกายไปนอนห้องผม เดี๋ยวผมนอนห้องนี้กะเฮียแม็กเอง โอเคมั้ย?”
เหมือนชี้ทางสว่าง เออ...ทำไมผมไม่พูดแบบนี้ซะตั้งแต่แรก เพราะมัวง่วงแถมโมโหเลยคิดไม่ทัน ทั้งๆที่น่าจะคิดได้

“อ่า....งั้น...เอางั้นก็ได้”
ไอ้กายมันตอบรับข้อเสนออย่างว่าง่าย ทีกับผมล่ะมันทำกวนตรีน ไอ้เพื่อนตัวแสบเอ้ย! มีโอกาสเมื่อไหร่จะเตะมันให้หายกวนตรีนให้ได้เชียว

 

 

 

หลังจากที่ไอ้กายหาที่หลบภัยของมันได้แล้วจากคิดอันชาญฉลาดและความอนุเคราะห์ห้องสำหรับหลบภัยจากไอ้คุณน้องต้าร์ ความสงบสุขก็กลับมายังห้องน้อยๆของผมอีกครั้ง ความเหนื่อยล้าทั้งวันจากการเรียนและมีการซ้อมเตะฟุตบอลอีก ไม่แปลกหรอกที่ผมจะเหนื่อยจัดและง่วงจัดแบบนี้

“อืม....สวรรค์”
พอตัวทิ่มลงฟูกนุ่มๆได้ก็แทบจะสลบในทันที กว่าจะได้นอนช่างแสนยากเย็นจังวันนี้
“อะไร? นี่จะตายไปสวรรค์แล้วเหรอ? อย่าเพิ่งตายดิเฮีย พรุ่งนี้เฮียต้องเลี้ยงข้าวผมอยู่นะ”
ไอ้นี่ก็ปากเสียซะอีก ไอ้เด็กหน้าตี๋กวนโอ้ยคนนี้นี่ ถ้าผมไม่มีผลประโยชน์กับมัน มันคงไม่ดูดำดูดีผมแบบนี้ใช่มั้ยเนี้ย

“ปากเหรอนั่น! อืม...ต้าร์ เอ็งก็มานอนได้แล้ว มาเป็นหมอนข้างให้เลย”
ผมล่ะคิดถึงการนอนกอดมันมานานแล้ว การนอนกอดไอ้ต้าร์นี่รู้สึกดีนะ ผมชอบที่มันมานอนอยู่ใกล้ๆแบบนี้ แต่เดี๋ยวนี้พอมันโตขึ้นก็ไม่ยอมให้ผมนอนกอดเหมือนแต่ก่อน คงเขินที่ตัวเองเป็นหนุ่มแล้วมั้ง?

“ผม...ผมว่า...ผมนอนพื้นดีกว่า ผ้าห่มกับหมอนก็มีนิ จะได้ไม่เบียดเฮียไง”
“เอ๊า!ไอ้นี่นิ มีที่นอนดีๆไม่นอนจะนอนพื้น ไม่ต้องอ่ะ นอนกะกรูนี่แหล่ะ”
“ไม่เป็นไร เฮียนอนเหอะ ผมนอนข้างล่างก็ได้”

คนยิ่งง่วงๆอยู่ทำไมชอบขัดใจจัง! นี่ต้องให้ผมออกคำสั่งด้วยรึไง? กะอีแค่พี่น้องจะนอนเตียงเดียวกันแค่นี้ไม่เห็นที่มันจะต้องอายอะไรเลยนี่นา ไม่ได้มีชาวบ้านเค้ามานั่งดูซะหน่อย
“อย่าเรื่องมากได้มั้ย! มานอนเร็วๆตรงนี้ เป็นคำสั่ง!”
ผมพูดออกคำสั่งเสียงแข็ง ไอ้ต้าร์ทำท่าทางลังเลอยู่แป๊บนึงแต่ก็ยอมปีนขึ้นมาบนเตียง คำสัญญาประกาศิตที่ว่าจะยอมทำตามที่ผมสั่งยังใช้ได้อยู่ แต่ไอ้ต้าร์มันก็เป็นอะไรของมันก็ไม่รู้ ท่าทางของมันเหมือนมันจะประหม่า รู้สึกเหมือนคอยหลบหน้าหลบตาผม แม้แต่ตอนนี้ขนาดที่ว่าขึ้นมานอนข้างผมแล้ว ยังจะเอาทั้งผ้าห่มกับหมอนข้างมากั้นตัวเองกับผมไว้อีก


“งั้น...หลับล่ะนะ....ฝันดีนะเฮีย”
“เออ....เหมือนกัน”

 

 

 

 


คงด้วยความที่เราไม่ได้นอนเตียงเดียวกันมานานเป็นเดือน
 ไอ้เด็กตัวเล็กที่นอนหันหลังให้ผมข้างๆนี่ ทำให้ผมอยากเข้าไปกอดให้เหมือนแต่ก่อนที่เคยนอนกอดกัน ทั้งที่ตัวเองก็ง่วงแสนง่วงอยู่แล้ว แต่พอไอ้ต้าร์มานอนข้างๆแบบนี้จู่ๆผมก็หลับไม่ลง สงสัยว่าคืนนี้ถ้าไม่ได้นอนกอดมันคงจะหลับไม่สุขแน่ๆ

“ต้าร์...เขยิบมาใกล้ๆหน่อย”
“หื๊อ! ไม่เอา อึดอัด”
“เหอะน่า....เอ็งมาใกล้ๆหน่อยไม่งั้นกรูนอนไม่หลับแน่ๆ ขาดหมอนข้างอย่างเอ็งแล้วมันแหม่งๆ”
“บอกว่าไม่เอา!หมอนข้างตัวเองก็มีก็ใช้ๆไปดิ เรื่องไรมาเอาคนอื่นเป็นหมอนอ่ะ”
“งั้นก็ตามใจ....ไม่ง้อก็ได้วะ”
เมื่อมันไม่ยอมเขยิบมาผมเขยิบไปหามันเองก็ได้ แล้วไอ้หมอนข้างที่มันเอามากั้นไว้ผมก็โยนออกจากเตียงอย่างไม่ใยดี พอตัวผมเขยิบเข้ามาถึงตัวไอ้ต้าร์ มือก็โผเข้ากอดหมับที่เอวมันเข้าให้ ไอ้ต้าร์มีอาการสะดุ้งหน่อยๆ แต่ก็นอนตัวแข็งทื่อ ปล่อยให้ผมนอนกอดมันอยู่แบบนั้น

“อืม...แบบนี้ค่อยดีหน่อย”
“เฮียโรคจิตอ่ะ แบบนี้มันลวนลามชัดๆ”
“แล้วแต่เอ็งจะคิดแล้วกัน ถ้าไม่คิดมันก็ไม่มีไรซะหน่อย  ฮ้าว....ไม่ไหวล่ะ นอนๆ งืม...”


และแล้วคืนนี้ไอ้ต้าร์ก็ถูกทำให้กลายเป็นหมอนข้างของผมจนได้ ตลอดทั้งคืนยันเช้าผมนอนหลับอย่างเป็นสุข แถมยังฝันหวานเป็นเรื่องเป็นราวไปไหนต่อไหน.....

แต่ก็หารู้ไม่ว่าคืนนั้นหมอนข้างที่ชื่อว่าต้าร์นั้น ออกอาการนอนไม่หลับเกือบทั้งคืน ใจเต้นตุ้มๆต่อมๆในอ้อมกอดของคนที่นับถือเป็นพี่ชาย มิหนำซ้ำก็เป็นคนที่ตัวเองแอบรัก ร่างกายที่แนบชิดกัน ทำให้สัมผัสได้ถึงกล้ามเนื้ออกและวงแขน การเต้นของชีพจร เสียงของลมหายใจที่เข้าออกอย่างช้าๆ แม้แต่การขยับตัวเพียงนิดหน่อยก็ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกได้ ใบหน้าทั้งสองอยู่ใกล้กันจนใช้ลมหายใจร่วมกันไปแล้ว

ต้าร์เองคงอยากจะกระโดดออกจากเตียงไปด้วยซ้ำ เพราะการที่ต้องมาชิดใกล้กันแบบนี้ ทั้งที่รักมากมายแต่ไม่สามารถตอบสนองตามใจตัวเองได้ก็เหมือนเป็นการนอนอยู่บนเตียงที่มีแต่ตะปูแหลมคมเสียมากกว่า

แต่ใจอีกด้านหนึ่ง......คงอยากอยู่ใกล้ชิดกับคนที่ตัวรัก เลยปล่อยให้แม็กนอนกอดตัวเองอยู่อย่างนั้น เป็นความสุขปนความขมขื่น ที่ใครไม่เคยเป็นคนที่แอบรักคงไม่เข้าใจในสิ่งที่ต้าร์กำลังทำอยู่แน่

 

“ไอ้เฮียเฮงซวย....จะแกล้งกันให้ขาดใจตายรึไง”
เสียงบ่นปนด่าที่แผ่วเบายิ่งกว่าเสียงกระซิบ เห็นเป็นเพียงการขยับปากขมุบขมิบนิดๆเท่านั้น เพราะกลัวว่าจะทำให้อีกคนตื่น
เด็กน้อยในอ้อมกอดพี่ชายบุญธรรมนอนจ้องหน้าของเค้าอยู่นาน ถึงคิดอยากจะหลับก็หลับลงไม่ได้ นี่แหล่ะเป็นเหตุผลที่พักหลังๆมา ต้าร์ไม่อยากจะมานอนที่ห้องของแม็ก ....เพราะถ้ามาแล้วจะทรมานตัวเองแบบนี้ไง


เวลาผ่านไปล่วงเข้าถึงเวลาเกือบตีสี่ ความอ่อนล้าก็บังคับให้ต้าร์หลับลงไปจนได้ 

 

 

 

แต่ต้าร์ก็คงไม่รู้ตัวเองหรอกว่าตอนที่ได้หลับไปน่ะ ....ตัวเองได้กอดร่างเฮียแม็กจอมบื้อไว้แน่นขนาดไหน......

 

 

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

 

edit @ 5 Jun 2010 00:35:30 by boyplus

Boy Plus: Part 21 Before ….After (จบPart)

posted on 26 May 2010 13:56 by ota-oak

Boy Plus


♥ Part 21: Before ….After (จบPart)

 

 

 

 “วันเกิดผม วันนี้ผมอายุ18แล้วนะเฮีย”


ใบหน้าใสๆยิ้มกว้างโชว์ฟันขาวในแสงสลัว คงจะรู้สึกภูมิใจที่ตัวเองเข้าถึงเกณฑ์ความเป็นผู้ใหญ่อีกขั้น

 

 

 

“เอ่อ...อ่า....ก็ดินิ เอ็งโตแล้ว อืม...ก็....ยินดีด้วย” ไม่รู้ทำไมผมถึงได้คิดว่ามันเป็นเด็กอายุ16 อยู่ตลอด (ที่จริงก็17….แล้วตอนนี้ก็ปาเข้าไปถึง18 แล้ว)


ผมรู้สึกอึ้งนิดหน่อย กับการเติบโตของเด็ก ไม่สิ! คนที่ผมคิดว่าเป็นเด็กมาตลอด


......จากไอ้หัวแดง เด็กแนวโคตรดื้อและเอาแต่ใจ
กับเด็กหนุ่มที่ผมเห็นอยู่ตรงหน้า คนผมดำดูเรียบร้อย...และแสนดีในสายตาของผม
มาติดก็ตรงแว่นตานี่แหล่ะ ผมว่าถ้าไม่มีแว่นหนาๆคงจะดูดีกว่านี้ ไอ้ต้าร์มันก็เป็นเด็กหน้าตาดีคนนึง แต่แว่นที่เห็นมันปิดหน้าปิดตาไปซะครึ่ง เหมือนเป็นสัญลักษณ์ของความจงใจที่จะปิดบังบางอย่างด้วย
อืม....แต่คงไม่ใช่หรอก ผมก็คงคิดมากไปเองมั้ง?


แต่จะว่าเหอะ แว่นตามันบังหน้ามันจนผมก็ลืมหน้าจริงๆของไอ้ต้าร์มันไปซะแล้ว

 

“ถ้าเป็นวันเกิด แล้วคิดไงถึงมาบอกกันที่นี่  อ้อ! แล้วอีกอย่างถ้ากรูรู้ก่อนหน้าว่าเป็นวันเกิดเอ็งนะ จะได้พาไปเลี้ยงข้าวที่ดีๆกว่านี้  ไม่เสียดายรึไง?”
“ไม่เป็นไร...เลี้ยงวันเกิดไม่จำเป็นหรอก ก็แค่วันธรรมดาๆอีกวันนึงเอง ผมบอกให้เฮียรู้ก็พอ เฮียจะได้มองผมว่าผมโตขึ้นแล้ว ไม่ใช่เด็กๆเหมือนเมื่อก่อนแล้วนะ”


คำพูดของไอ้ต้าร์ดูเป็นผู้ใหญ่เอามากๆ
ปกติถ้าเป็นวัยแบบนี้ วันเกิดทีคงจะต้องออกไปกินเลี้ยงฉลองเฮฮาตามประสา แต่มันก็เลือกที่จะแค่บอกเฉยๆไม่อ้อนไม่ขอของขวัญอะไรจากผม
ผมคิดว่าไอ้ต้าร์คนนี้มันคงจะโตขึ้นแล้วจริงๆ แต่ก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าทำไมต้องเลือกสถานที่แบบนี้ ในสนามฟุตบอลโรงเรียนกลางดึกด้วยก็ไม่รู้
“โตแต่อายุสิไม่ว่า ก็ยังทำอะไรไม่สมเหตุสมผลอยู่ดี มีไอ้บ้าที่ไหนเค้าจะมานอนแผ่ในสนามกลางดึกในวันเกิดตัวเอง จะให้กรูมองเอ็งเป็นผู้ใหญ่มันจะได้เร้อ..แบบนี้”
“โห...เฮีย คิดให้มันปรัชญาหน่อยได้มั้ย วันเกิดคือวันที่เรามาจากธรรมชาติ เราก็มาระลึกถึงธรรมชาติ รับพลังจากสายลมแสงดาวอยู่แบบนี้ ดีกว่าไปกินเหล้าเมายาให้หัวทิ่มบ่อ แบบนี้มันยังดีกว่าเป็นไหนๆอีก จริงม่ะ”

“กรูก็เพิ่งเคยได้ยินเรื่องพรรณนี้จากปากเอ็งคนแรกนี่แหล่ะ เหตุผลพิลึกๆของเอ็ง กรูก็พอรับได้  แต่อย่าไปพูดกับใครคนอื่นนะ เดี๋ยวเค้าจะหาว่าเอ็งบ้าเปล่าๆ”
มันหัวเราะขำให้คำบ่นของผม ดูไม่ใส่ใจกับคำพูดผมนัก จริงๆแล้วผมก็ยอมรับในทัศนคติของมันอยู่นะ มันก็มีเหตุผลทางวิชาการอยู่บ้าง แต่ออกจะหลุดแนวไม่เหมือนชาวบ้านไปสักหน่อย
ถึงอย่างนั้นผมก็รู้สึกว่าไอ้เด็กคนนี้มีโลกทัศน์ที่แตกต่างไปจากที่พบกันในครั้งแรก จากเมื่อก่อนที่เคยเป็นเด็กนิสัยดื้อดึงไม่ฟังเหตุผล กลายมาเป็นเด็กหนุ่มที่ใส่ใจและมีเหตุผลรองรับในการกระทำของตัวเอง สิ่งนี้ทำให้ผมประทับใจกับน้องชายคนนี้ของผมมากขึ้น

ไอ้ต้าร์เอนตัวลงไปนอนแผ่ลงไปบนพื้นหญ้าอย่างไม่ได้สนใจว่ามันจะทำให้เสื้อผ้าและเนื้อตัวสกปรก นอนเอามือสอดใต้หัวแทนหมอน กระดิกเท้าสบายใจ ทำยังกับว่านอนเล่นอยู่บนเตียงนอนในห้องตัวเองซะงั้น
“เฮีย...มานอนดูดาวด้วยกันดิ”
ตัวเองเพี้ยนไม่พอยังจะมาหาแนวร่วมซะอีก เอ้า! เอาก็เอา ผมก็ไม่ได้สำอางซะจนจะนอนกลางสนามไม่ได้สักหน่อย สนามแบบนี้มันคู่กันกับผมมาตั้งแต่สมัยเป็นนักฟุตบอลโรงเรียนอยู่แล้ว ถือวะว่ามานออซึมซับระลึกความหลังถึงตอนที่เคยแข่งบอลแพ้แล้วมานอนกลิ้งกลางสนามก็แล้วกัน

“เฮ้อ!....ไหนๆก็ไหนๆ ทำตามที่เอ็งว่าก็ได้”
สรุปว่า ผมยอมนอนร่วมสนามกับมัน อากาศก็กำลังเย็นสบาย นอนนับดาวเล่นๆแบบนี้ก็สบายตัวดีเหมือนกัน

“วันนี้ดาวเยอะนะเฮีย”
“อื้อ...วันนี้ดาวเยอะดีแฮะ”
สายตาของเราทั้งคู่ต่างจ้องมองดูดวงดาวบนท้องฟ้าที่มืดดำราวกับว่าเป็นกระดานดำแผ่นใหญ่โอบล้อมตัวเรา พระจันทร์ที่รูปร่างคล้ายแตงโมสีเหลืองอ๋อยลอยเด่นอยู่กลางหมู่ดาว แสงสีนวลส่องแสงลอดผ่านกลุ่มเมฆก้อนเล็กๆที่กำลังลอยผ่านไปอย่างช้าๆ แสงระยิบระยับเป็นประกายจากดวงดาวที่เรียงกันของหมู่ดาว และเห็นเป็นแสงสีจางของหมู่ดาวนับล้านในทางช้างเผือก
ผมได้มองท้องฟ้าอย่างชัดๆก็วันนี้นี่เอง เพราะไม่รู้นานเท่าไหร่ที่ผมเลิกมองท้องฟ้าไปแบบนี้

 

 


อืม......

 

ตอนแรกผมก็แค่ต้องทำตามไอ้ต้าร์แบบจำใจเฉยๆ


แต่ตอนนี้ผมกำลังรู้สึกสงบและสบายอย่างบอกไม่ถูก

ความสวยงามของท้องฟ้ายามค่ำและความสงบของบรรยากาศรอบตัว ผมรู้สึกราวกับถูกดึงดูดเข้าไปในห้วงสีดำ เคว้งคว้างและล่องลอย ผมปล่อยจินตนาการของตัวเองให้ล่องลอยไปกับท้องฟ้า
คิดไปได้เลยว่า ตัวเองไม่ได้อยู่บนพื้นโลกแต่กำลังบินอยู่กลางท้องฟ้าที่มองไม่เห็นพื้นดินข้างล่าง

 น่าประหลาด! ที่ผมไม่เคยรู้สึกแบบนี้มาก่อน .....การมานอนดูดาว มันสร้างความรู้สึกที่ดีได้ขนาดนี้เชียวเหรอ

 

“เฮีย....เป็นไง? เงียบเชียว”
“อ่า...ก็..ก็ดี” ผมถูกดึงความคิดกลับเข้าสู่ร่างอีกครั้ง มันเพลินไปหน่อยกับบรรยากาศแบบนี้

“เข้าสู่ธรรมชาติ!” มันพูดย้ำให้กับแนวคิดในวันเกิดของมันให้ผมฟังซ้ำอีกครั้ง หึๆๆ ไอ้แนวคิดแบบนี้ก็เจ๋งดีนะ ไม่หวือหวา ไม่สิ้นเปลือง ...แถมผมก็ชักจะชอบซะด้วย
“ฉลองวันเกิดสไตล์เอ็งนี่ ก็แปลกดีไปอีกแบบนะ”
“ใช่ม๊า...” ไอ้เด็กแว่นโตยิ้มอย่างพอใจ

จู่ๆมันเขยิบตัวเองเข้ามาใกล้ๆผม จับแขนผมขึ้นมาวางพาดกับพื้น แล้วถือวิสาสะมานอนหนุนแขนผมเป็นหมอนให้มันซะงั้น
“เฮ้ย!ทำไรว่ะ?”
“นอนกับพื้นมันเมื่อยคอ ขอหนุนหน่อยดิ” เป็นเด็กตัวเล็กๆจะไม่ว่าเลย แต่เนี้ยเรื่องอะไรที่ต้องมาเป็นหมอนให้มัน โตเป็นควายแล้วยังจะมาอ้อนเป็นเด็กๆ  หนักนะเว้ย!
....อ่า....แต่ก็ช่างเหอะ มีน้องชายขี้อ้อนน่ารักๆ ก็ยังดีกว่ามีน้องตัวแสบล่ะนะ  พี่ชายที่แสนดีอย่างผมไม่ขัดใจน้องอยู่แล้ว

ผมก็ชอบที่มันมานอนคลอเคลียอยู่แบบนี้ ไม่รู้สึกเกะกะน่ารำคาญ แต่รู้สึกน่าเอ็นดูในสายตาผม ผมวางใจให้มันมานอนร่วมเตียงผมได้บ่อยๆก็เพราะความรู้สึกแบบนี้แหล่ะ ถ้าจะให้เปรียบเทียบ คงเหมือนมันเป็นลูกแมวขนฟูขี้อ้อนที่ชอบมาออเซาะคนเลี้ยงยังไงยังงั้น


“เฮีย....วันเกิดผมจะให้อะไร?”
อึ๊ก!....นึกว่าจะรอดแล้ว เห็นมันจัดงานวันเกิดในที่แบบนี้ ก็นึกว่ามันจะไม่ขอของขวัญอะไร ผมคิดผิด! ช่วงนี้ยิ่งกรอบอยู่ด้วย แต่จะไม่ให้ก็ไม่ได้  ขนาดตอนปีใหม่มันยังซื้อนาฬิกาแพงๆให้ผม ถ้าผมจะให้ของถูกๆไปก็คงจะไม่สมน้ำสมเนื้อ
เอาไงดีวะ? สงสัยคงได้กู้ตังค์ป๊ามาซื้อของให้มันแหงมๆ เฮ้ย!..ไม่ได้ๆ สัญญากับป๊าแล้วว่าจะไม่ใช้เงินสุรุ่ยสุร่าย ขืนไปยืมแก มีหวังโดนเตะแน่ .....อ่า....ทำไงดี?..........

“ต้าร์....เอาของขวัญตอนเดือนหน้าได้ป่ะ เอ่อ....พอดีเฮียของเอ็งตังค์หมดแล้ว”
ผมต้องบอกไปตามตรงดีกว่า คิดว่าไอ้ต้าร์คงเข้าใจนะ

“โห...ไรอ่ะเฮีย? มีแบบนี้ด้วยเหรอ   ว้า.....นึกว่าจะได้วันนี้ซะอีก แบบนี้คงอดเลย”
มันไม่เข้าใจครับ...(-__-).....
ไอ้ต้าร์มันลุกขึ้นมานั่งจ้องหน้าผม ปากก็บ่นอุบเพราะความเสียดาย แต่ให้ทำไงได้ ก็มันมาบอกว่าเป็นวันเกิดมันกะทันหันแบบนี้ แล้วใครมันจะไปเตรียมอะไรให้ทันล่ะคร้าบ!
“น่าๆ กรูสัญญาว่าจะให้แน่ๆ แต่ไม่ใช่วันนี้ รออีกหน่อยล่ะกัน”

“เฮอะ!....เซ็ง......คนขี้งก”
ไอ้ต้าร์มันหักหน้าหงิกใส่ผม ทำปากบู้แก้มป่อง เปลือกตาหรี่มองด้วยหางตา ออกแนวมองอย่างเหยียดหยาม  อะไรกันวะ!นี่ผมผิดเหรอที่ไม่มีตังค์ซื้อของขวัญให้มันน่ะ! ทำไมมันทำอย่างกะผมเป็นคนไม่ดีงั้นแหล่ะ

“เฮ้ย! ทำไมต้องมองกรูด้วยสายตาแบบนี้ด้วยวะ? ก็คนมันไม่มีจริงๆนี่หว่า”
เห็นจะบิ้วอารมณ์นอนดูดาวต่อไม่ไหวแล้ว มีแววต้องกระเป๋ารั่วตอนกำลังกรอบ ต้องลุกขึ้นมานั่งตั้งหลัก ไม่งั้นจะเสียเปรียบทางภูมิศาสตร์

“ไม่รู้ล่ะ! ถ้าไม่ได้วันนี้ ผมก็จะเลิกซักผ้า เลิกกวาดห้อง เลิกขัดห้องน้ำให้เฮียด้วย หึ! อย่างว่าล่ะนะ....คงเห็นเราเป็นแค่คนใช้ จะโขกสับใช้ให้ทำงานอย่างทาสยังไงก็ได้ น้ำจงน้ำใจจะซื้อของขวัญให้น้องสักนิดก็ไม่มีให้หรอก... มิน่าล่ะ...ที่เพื่อนๆของเฮียเค้าพูดกันให้ฟังว่า เฮียน่ะงก ขี้เหนียว หน้าเลือด เค็มซะเกลือเรียกพี่ ชอบของฟรี กินแล้วยังจะห่อกลับ ให้แต่เพื่อนจ่ายแต่ตัวเองไม่เคยออกตังค์ เป็นยอดมนุษย์จอมชักดาบ แล้วยังจะ...”

“ว๊ากกกกก! ไม่ต้องสาธยายแล้ว นี่เพื่อนว่ากรู รึเอ็งด่ากรูเองกันแน่ ก็ได้ๆ อยากได้อะไรก็ว่ามา!”

อ....เอาแล้วไง...อารมณ์ชั่ววูบ โดนจี้ใจดำหน่อยก็เผลอปากพูดออกไปแล้ว วันนี้มีหวังต้องกระเป๋าฉีกแน่ผม ก็ไอ้ต้าร์ดิ...เห็นมันอายุแค่นี้แต่ทั้งตัวมันน่ะของแบรนด์เนมทั้งนั้น ผิดกับผม พวกเสื้อผ้าแต่ละชิ้นน่ะไม่เคยเกินชิ้นละ 500 สักอย่าง บางครั้งทั้งชุดรวมกันก็ไม่ถึงพันด้วยซ้ำ ที่จริงผมก็รวยนะครับ แต่เพราะช่วงนี้ผมดั๊นออกไปท่องราตรีบ่อย เงินก็เลยออกจะเหลือน้อยไปด้วย แล้วยังไม่ได้เตรียมไว้เผื่อยามสถานการณ์ฉุกเฉินแบบนี้ซะอีก แต่ก็รับปากไปแล้ว โอย.....พรุ่งนี้ได้กินแค่มาม่าแน่กรู....

“อืม...คิดก่อนนะเฮีย เอาอะไรดีน๊า....เอ....เอาอันนั้นดีมั้ยน๊า......? ”
มันทำท่าคิดเลือกของขวัญที่อยากได้อย่างสบายใจ แต่ผมสิกำลังทุกข์ใจ พันเปอร์เซ็นต์ว่ามันต้องแพงชัวร์!  
ฮือ....เห็นอนาคตตัวเองรำไรๆ เช้าพรุ่งนี้ซื้อมาม่าหลายๆรสตุนไว้เลย กินมันจนไส้แห้งแน่ๆอาทิตย์นี้


“นึกได้ล่ะ!”
มาแล้ว ....ของที่จะประหารกระเป๋าตังค์ผมให้มอดม้วย มันกำลังจะประกาศออกมา....

ไอ้ต้าร์นั่งมองผมตั้งแต่หัวจรดเท้า ยิ้มที่มุมปากของมันแฝงเลศนัยบางอย่างจนผมแหยงๆ ใจผมเต้นตึกๆรอลุ้นอยู่ว่ามันจะให้ซื้ออะไร แต่ขออย่าแพงนักนะโว้ย! ไม่งั้นมาม่ากรูคงไม่เหลือแน่ๆ

 

 


“ผมจะเอาสร้อยที่เฮียใส่อยู่นี่แหล่ะ....ถอดมาเลย”


“หา! ...เอ็ง...จะเอาแค่เนี้ยเหรอ?”


เซอร์ไพร์ส!แบบสุดๆครับ สรุปคือผมคิดมากไปเองที่คิดว่ามันจะเอาของแพงๆ โล่งเลยผม....นึกว่าจะต้องกินมาม่าเป็นอาทิตย์ซะแล้ว
“อืม! เอาแค่สร้อยนี่แหล่ะ ทำไม? อยากให้ผมเอาที่มันเยอะกว่านี้เหรอ?”
“ป...เปล๊า....อยากได้ก็เอาไปดิ๊!” ผมรีบถอดให้อย่างเร็ว ไอ้สร้อยก็ใช่ว่าจะแพงอะไรก็แค่สร้อยเงินสายสั้นๆ กับแหวนเงินวงหนึ่งที่คล้องทำเป็นจี้แค่นั้น ไม่รู้ทำไมไอ้ต้าร์มันถึงอยากได้ก็ไม่รู้

“ขอบคุณ...เฮีย” มันยื่นมือมารับสร้อยจากมือผม ตอนที่สัมผัสถูกมือของมันรู้สึกว่าเย็นๆอย่างกับตื่นเต้นอยู่งั้นแหล่ะ สีหน้าของมันเห็นได้ชัดว่าดีใจมาก
หืม? สร้อยเส้นนี้มีอะไรพิเศษนักหนา มันถึงได้ดีใจซะขนาดนี้ รึมันเป็นสร้อยของเกจิอาจารย์ชื่อดังที่ไหนปลุกเสกไว้เหรอ แล้วผมไม่รู้ว่าเป็นของดี ใช่ม่ะ? แต่ให้ไปแล้วนิ จะมาเสียดายเอาตอนนี้คงไม่ดีล่ะ

“งั้นผมใส่เลยนะ”
เอ้าๆ ลุกลี้ลุกลน รีบใส่กับคอตัวเองซะใหญ่ สรุปว่าสร้อยเนี้ยมันมันเจ๋งใช่ป่ะ? ผมตาไม่มีแววไม้รู้ว่ามีของดีอยู่กับตัวใช่มั้ยเนี้ย?
ไอ้เด็กแว่นสาละวนอยู่กับการใส่สร้อยให้ตัวเองอยู่ แต่มืดๆแบบนี้มันจะใส่ถูกได้ไงล่ะ เห็นก็แปลกล่ะ

“ฮึ่ย! มองตะขอสร้อยไม่ชัดเลยอ่ะ”
“ ก็ใส่แว่นบังซะขนาดนั้น ถอดออกซะสิ”
“จริงของเฮีย แว่นมันเกะกะจริงๆด้วย ถอดออกดีกว่า”
โฮ่!ครั้งแรกนะเนี้ยที่มันยอมถอดแว่น เมื่อก่อนผมบอกให้ถอดก็ไม่ยอมถอดซะที หลายเดือนมานี้เริ่มชินกับแว่นหนาๆ จนลืมหน้าก่อนใส่แว่นไปแล้ว แต่ตอนนี้มีแค่แสงสลัวๆจากพระจันทร์และหลอดไฟที่อยู่ไกลๆ ก็มองหน้ามันไม่ชัดอยู่ดี

“ใส่ยากชะมัด...โมโหแล้วนะ!”
“งั้นไปใส่ที่รถ มืดๆแบบนี้มันไม่เห็นหรอก ป่ะ! ลุกเหอะ จะได้กลับทีเดียวเลย”
“อื้ม!”


เราทั้งคู่ลาจากสถานที่จัดงานวันเกิดแบบพิสดาร เพื่อเดินไปที่รถจอดอยู่ พวกเราเข้าไปนั่งประจำที่ในรถบนเบาะนุ่มๆ แต่ไอ้ต้าร์ยังคงวุ่นวายอยู่กับสร้อยที่ยังใส่เองไม่ได้สักที ก้มหน้างุดๆใส่ตะขอสร้อยอยู่นานสองนาน
“เอ้าๆ เดี๋ยวเปิดไฟให้ รีบร้อนซะ!” ผมเอื้อมมือไปเปิดหลอดไฟดวงเล็กใต้หลังคารถให้สว่างขึ้น
“ต้องรีบดิ เดี๋ยวเฮียเปลี่ยนใจมาเอาคืน จะทำไงล่ะ”
“ไอ้เด็กบ้า! ใครกันแน่ที่งก  มานี่เดี๋ยวใส่ให้” หวังดีแท้ๆ ยังจะมาว่าผมประสงค์ร้ายซะอีก
“หื้อ! อย่ามาแย่งนะ จะใส่เอง!” ผมเอื้อมมือหวังไปช่วย แต่มันก็เบี่ยงตัวหลบ

“อย่าเรื่องมาก หันมานี่เลย!”
พอขึ้นเสียงแล้วถึงยอม ไอ้เด็กผี! ถึงมันจะทำตัวดี แต่ก็แบบนี้แหล่ะที่มันยังดื้อกับผมอยู่ ไม่รู้เป็นอะไรนักหนาเวลาที่มันอยู่กับผมก็มักจะง้องแง้งไม่ให้ผมเข้าใกล้เหมือนเมื่อก่อน
แถมพักหลังมันก็ไม่ยอมมานอนห้องผมซะเลย ทั้งที่เมื่อก่อนเตียงผมก็ไม่เคยจะว่างไปจากไอ้ตัวดีนี้สักเท่าไหร่ เดี๋ยวนี้นะ เวลาที่ผมบอกให้มานอนห้องผมเนี้ย มันทำยังกะเห็นผี รีบหลบเข้าห้องตัวเองไปซะงั้น ไม่รู้อะไรของมันนักหนา...

ผมโน้มตัวไปใกล้ใส่สายสร้อยให้มัน แต่ก็ใช่ว่าจะมองเห็นสักเท่าไหร่ ผมจึงต้องยื่นหน้าไปใกล้ๆเพื่อจะได้ใส่ได้สะดวก
“ตอนถอดจากกรูทำไมถอดง่าย แต่เวลาใส่ให้เอ็งแล้วใส่ยาก สงสัยสร้อยมันยังไม่อยากอยู่กะเอ็งมั้ง ไอ้ต้าร์”
ผมก้มหน้ามองเข้าไปใกล้กว่าเดิมจนหน้าผมกับมันใกล้กันจนเหลือห่างเพียงไม่กี่นิ้ว

“ก...ใกล้ไปแล้วมั้งเฮีย อึดอัดนะ”
“อ่ะ...โทษที แต่มันใส่ยากจริงๆนี่หว่า ถ้าไม่ใกล้ก็มองไม่เห็นน่ะสิ ทนหน่อยล่ะกัน”
ไม่รู้ทำไมสร้อยคอที่ผมเคยใส่ประจำ วันนี้มันใส่ยากใส่เย็น ตะขอสร้อยก็แข็งและเอามาสอดมาคล้องกัน มันก็ช่างยากกว่าเดิมซะเชียว

“อย่าให้พ่อโมโหนะ! ย้ากกกก!!!”
ผมบีบตะขอให้เข้ากันสุดแรงเกิด แต่คงแรงไปหน่อยเลยกระชากเอาหน้าคนใส่พุ่งมาชนหน้าตัวเองเต็มๆ
ปากเล็กๆของไอ้ต้าร์โดนแรงกระตุกเข้ามาชนที่หน้าผากผมเต็มเหนี่ยว ความรู้สึกราวกับโดนไฟช๊อตพุ่งที่หน้าผากจนผมสะดุ้ง


“อุ๋ย! ขอโทษเฮีย เจ็บป่ะ? เมื่อกี๊เหมือนโดนฟันมันชนหน้าเฮียเลยอ่ะ”
“ม....ไม่ ไม่เป็นไร”

อะไรน่ะ!?! ความรู้สึกที่เหมือนไฟช๊อตเมื่อกี๊นี่มันอะไร? จู่ๆทำไมผมจึงรู้สึกใจเต้นแรงขนาดนี้ เพราะตกใจงั้นเหรอ?


ด้วยความไม่ตั้งใจ ผมเงยหน้าขึ้น แว๊บนึงที่สายตามองไปที่หน้าไอ้ต้าร์  แว่นตาอันใหญ่ที่มันถอดไปทำให้ผมเห็นหน้ามันได้ชัดเจนขึ้น
ผมรู้สึกว่าหน้าของเด็กคนนี้มันเปลี่ยนไป เด็กที่อายุ18หมาดๆมันเปลี่ยนไปได้มากขนาดนี้เชียวเหรอ? นี่ใช่ไอ้ต้าร์ที่ผมรู้จักเหรอ?

มันดู......ดึงดูดสายตาผม   
 มันดู......น่ารัก
และมันก็ดู.....ไม่มั้ง?.....แต่......

ใช่!

....ผมว่ามันดูมีเสน่ห์ขึ้น

รึเพราะมันกำลังก้าวสู่วัยผู้ใหญ่กันนะ....ผมถึงรู้สึกแบบนั้น

“เป็นไงเฮีย ผมใส่แล้วเหมาะมั้ย?”
“เอ้อ....มันก็...ก็ดีนะ....ก็...เข้าท่า ....ใช่ๆ เหมาะ... เหมาะมากเลย”
“เป็นไรเฮีย?....พูดตะกุกตะกัก”
“ไม่เป็นไร้! กลับกันเหอะ ดึกแล้ว ตากหมอกตากลมเดี๋ยวเป็นหวัดซะเปล่าๆ กลับไปอาบน้ำแล้วนอนดีกว่าเนาะ ห่ะๆๆ”

ทำไมกรูถึงหัวเราะเจื่อนๆว่ะ?  ผม....รู้สึกแปลกๆ ทำยังกะว่าตัวเองกำลัง............


เขิน......?


ผมกำลังเขินไอ้ต้าร์เนี้ยนะ!
ไอ้เด็กกะโปโลหน้าตี๋เนี้ยนะ!!
เฮ้ย!ไม่ม้าง...ผมจะมาเขินมันทำไม....บ้าแล้ว! คิดอะไรพิลึกแล้วกรู หยุดคิด!

 

“เฮีย.....รู้ตัวป่ะว่ากำลังทำหน้าพิลึกๆอยู่อ่ะ”


“หา!อะไรนะ? หน้ากรูเนี้ยนะ”
แล้วมันมานั่งจ้องหน้าผมตอนไหน? แล้วมันจะรู้มั้ยเนี้ยว่าผมแอบมองหน้ามันเมื่อกี๊เนี๊ย!

“ใช่...อาการแปลกๆนะเฮีย กำลังคิดไรอยู่ บอกได้ป่ะ?”
“ไม่มี๊!ไม่คิด เฮ้ย! ไม่ต้องมาสนใจกรูได้ม่ะ ปิดไฟให้หน่อยมองกระจกหลังไม่เห็น”

ผมก็แถๆไปเรื่องอื่นเพื่อกลบเกลื่อน ขณะที่ตัวเองกำลังขับรถกลับ ตาเจ้ากรรมก็เหลือบมองหน้าไอ้ต้าร์เป็นพักๆ

โอ้ย! ผมควบคุมสายตาตัวเองให้มองไปข้างหน้าอย่างเดียวไม่ได้เลย ขับไปสักพักก็หันขวับไปสักวินาทีนึง เป็นอยู่อย่างนี้ตลอดทาง
ก็อยู่กันมาตั้งนาน แล้วทำไมเกิดอยากจะมองหน้ามันขึ้นมาเอาตอนนี้ล่ะคร้าบ!!!


..............................


“ฝันดีนะเฮีย ขอบคุณอีกทีกับของขวัญอันนี้ จะเก็บไว้อย่างดีเลย”
“อ...อื้ม!”

ไอ้เด็กหน้าใสมันยืนส่งผมเข้าห้อง ส่วนตัวมันก็หลังจากที่ขอบอกขอบใจผมแล้วก็ปิดประตูเข้าห้องของตัวเองไป


......มีแต่ผมเท่านั้นที่ยืนเอ๋ออยู่หน้าห้อง
ในหัวคิดถึงแต่ใบหน้าที่วันนี้ได้เห็นชัดๆหลังจากที่ไม่ได้เห็นมาซะนาน
คิ้วแบบนั้น ตาคู่นั้น จมูกแบบนั้น ปากเล็กบางๆนั่น ทำไมมันติดตาผมนักหนา หน้าเอ็ง...ออกไปจากหัวซะทีเซ่!


นี่ผมเป็นอะไรเนี้ย?


เมื่อก่อน...... ผมไม่เคยสนใจ ไม่คิดถึงมันด้วยความรู้สึกแบบนี้สักครั้ง
เดี๋ยวนี้........ ผมไม่มั่นใจตัวเองแล้วว่า.....ผมกำลังสนใจไอ้น้องคนนี้อยู่รึไง?


ไม่ใช่!....ผมชอบเดียร์ ชอบมากด้วย! ผู้หญิง มีอกตู้มๆ มีเอว มีสะโพก มีน้องหนูไม่ใช่ไอ้นั่น! อย่างนั้นแหล่ะที่ผู้ชายอย่างผมต้องการ ไอ้เรื่องที่คิดอยู่เนี้ยแค่อารมณ์ชั่ววูบ ไปนอนแล้วตื่นขึ้นมาแล้วมันจะหาย


“ใช่ๆ  ตื่นขึ้นมาแล้วเรื่องที่คิดทั้งหมดจะละลายหายไป กรูจะกลับเป็นอย่างเดิม ความรู้สึกที่มีให้ไอ้ต้าร์จะเหมือนเดิม
 ต้องรีบนอน รีบหลับ น้ำเนิ้มไม่ต้องอาบมันแล้ว นอนเลยล่ะกัน!!”

 


ผมรีบวิ่งเข้าห้องพุ่งตัวสู่เตียงนอน ปิดไฟในห้องให้หมด แล้วข่มตาให้หลับลงไวๆ

 

พรุ่งนี้เช้า ความรู้สึกนี้จะเป็นเพียงแค่ความฝัน...............

 

 

 

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

Boy Plus:Past 21 Before....After(Partแรก)

posted on 25 May 2010 11:43 by ota-oak

Boy Plus


♥ Part 21: Before ….After (Partแรก)


“วันนี้เฮียไปมหาลัยตอนบ่ายใช่ป่ะ ติดรถไปด้วยคนดิ”
“หืม? เอ็งจะไปทำไรที่นั่นว่ะ?”
“ไปสำนักวิทยฯของมหาลัยเฮียน่ะแหล่ะ จะไปหาหนังสือทำรายงานส่งจารย์ ได้ม่ะ?”

บทสนทนาของผมกะไอ้ต้าร์ที่หาสีสันอะไรไม่ได้สักกะนิด
 ในห้องส่วนตัวของผมก็มีไอ้ต้าร์เข้ามาวนๆเวียนๆอยู่บ่อยขึ้น เล่นเกมส์บ้างล่ะ มาจัดห้องให้ผมมั่งล่ะ

แต่เวลาจะพูดกันทีเหมือนมีไม้มาหนีบปากมัน แต่ละประโยคที่เคยลอดมาจากปากก็ไร้อารมณ์สิ้นดี 

เมื่อก่อนพูดตามมันไม่ทัน เดี๋ยวนี้อย่าว่าแต่พูด จะสบตาผมมันยังน้อยครั้งด้วยซ้ำ


อืม.....ตั้งแต่ไอ้ต้าร์เปลี่ยนไปเนี้ย ผมว่าบุคลิกมันเปลี่ยนไปเป็นคนละคน

จากไอ้เด็กแนวหัวแดง มาเป็นเด็กแว่นเด็กเนิร์ส วันๆเอาแต่หมกตัวกับหนังสือกะห้องสมุด

จนผมลืมบุคลิกเดิมของมันเมื่อก่อนที่เคยแสบไส้บวกกับความกวนตรีนไปซะหมดแล้ว

 

....ไม่ได้ว่าคิดถึงมันในแบบนั้นนะ ให้มันเป็นแบบนี้ก็ดีไปอย่าง

 

 


จะว่าไปมันก็ได้ใจผมอยู่นะ ที่ว่าไอ้ต้าร์มันยอมเปลี่ยนแปลงตัวเองไปในด้านดีได้ขนาดนี้ 

เมื่อก่อนนะ ผมต้องคอยบ่นคอยด่าเรื่องที่มันป่วนคนนั้นคนนี้แทบทุกวัน ตอนนี้กลับเป็นมันซะเองที่คอยบ่นคอยด่าผม


ไอ้ผมเองก็รู้ตัวเองอยู่หรอกว่า ช่วงนี้หลังจากที่ไม่ต้องเป็นครูกับพี่เลี้ยงให้ไอ้กายแล้ว

ผมก็ปล่อยตัวเองไปในแบบที่อยากจะทำบ้าง แต่บางเรื่องบางทีมันก็ออกจะมากไปหน่อย

อย่างเมื่อก่อนผมไม่เมา ไม่เที่ยวดึก ไม่กลับดึก เดี๋ยวนี้ผมทำหมด


แต่ผมก็เป็นแบบนั้นแค่บางทีนะ อย่าเอาผมไปเปรียบเทียบกับไอ้กายเชียว

แถมคนที่คอยมาบ่นมาเตือนก็กลับเป็นไอ้ต้าร์ซะอีก โดนเด็กว่าทำตัวเหลวแหลก

แถมยังจ้ำจี้จำไชผมซะทุกเรื่อง แบบนี้เค้าเรียกว่าเป็นกรรมสนองรึเปล่าหว่า!?

“อ่า..ได้ๆ แต่ขากลับ จะกลับเองหรือจะให้กรูไปรับ”


“ไม่รู้สิเฮีย....เสร็จเมื่อไหร่ก็กลับอ่ะ เฮียไม่ต้องมารับก็ได้ บอกตอนเย็นจะไปเที่ยวกับเพื่อนไม่ใช่เหรอ?”


 ไอ้ต้าร์มันก้มหน้าพูดตอบผม มือก็ขยับแว่นกรอบสีดำหนาๆของมันให้กลับขึ้นไปบนดั้งมัน

“ก็ว่างั้น แต่ยังไม่ชัวร์ ไอ้พวกนี้มันเอาแน่เอานอนไม่ได้ บางวันมันนัดพอเอาจริงก็เบี้ยวดื้อๆ

นี่กะจะชวนไอ้กายมันไปด้วย แต่มันก็ดั๊น...หนีเพื่อนไปกะแฟนมันเฉย”


พูดถึงไอ้กาย ตั้งแต่มีหมามาเลี้ยงเนี้ย ทั้งมันทั้งแฟนมันขยันกลับบ้านไปหาหมาซะทุกอาทิตย์

นิสัยไอ้กายมีเหรอมันจะชอบหมา แต่พอเมีย เอ๊ย!แฟนมันอยากเลี้ยง

ก็เออออกันไปตามตรูดกันต้อยๆ ประมาณLove me love my dog
พี่ดินชอบหมา มันก็ต้องชอบด้วย ไอ้นิสัยชอบตามใจแฟนของมันนี่ดูง่าย

แต่ถ้าเป็นผมนะ มีเหรอจะให้บทบาทแฟนมาบงการชีวิต อย่างผมต้องเป็นผู้นำอย่างเดียวเท่านั้น!

ยังไงๆผู้ชายอย่างผมมันก็ต้องเป็นช้างเท้าหน้าไว้ก่อนพ่อสอนไว้

“อื้อ..แล้วเฮียจะเข้าไปตอนไหนล่ะ? นี่ก็เที่ยงแล้วอ่ะ รึจะกินข้าวกันก่อน?”
“เออว่ะ! เที่ยงเกือบจะบ่ายแล้วนี่หว่า งั้นเอ็งไปกินข้าวกะกรูก่อน  เดี๋ยวไปส่งกันรวดเดียวเลย”
“กินร้านไหนล่ะ?”
“เอ็งเลือกดิ”
“ร้านไหนก็ได้ ตามใจเฮีย ว่าแต่เฮียจะกินไรอ่ะ?”
“ข้าวหมูแดง อยากกินไรมันๆหน่อย”
“งั้นร้านในโรงอาหารในมหาลัยเลยล่ะกัน ไม่ต้องไปหาร้านไหน ใกล้ห้องสมุดด้วย”

“เอางั้นก็ได้  งั้นเอ็งไปแต่งตัวดิ พูดแล้วชักหิว”

“หึ๊! ชุดนี้แหล่ะ ไปเหอะหิวแล้วเหมือนกัน”


ว่าแล้วมันก็ผลักผมให้ลุกออกจากเตียง แต่ไอ้นิสัยอย่างนึงทีมันเหมือนเดิม

คือมันพูดแล้วจะทำเลย ผมก็ต้องตามความคิดมันให้ทัน เพราะเวลามันทำอะไรทำเร็ว

เหมือนหนูตัวเล็กๆที่ท่าทางดูยุกยิกๆ แต่ก็เป็นงานเป็นการดี

 

(o__o)

 

หลังจากที่หาไรกินเสร็จ ผมก็ขับรถไปส่งที่สำนักวิทยฯตามระเบียบ

ไอ้ต้าร์ในมาดเด็กเรียนแว่นหนาก็หิ้วกระเป๋าพะรุงพะรังลงจากรถ

ผมมองดูมันที่ตั้งอกตั้งใจเปลี่ยนแปลงตัวเองเพราะคำสัญญาที่ให้ไว้กับผมแล้ว

จะให้ปล่อยปละละเลยไม่ดูแลมันก็จะยังไงอยู่ ทำตัวดีแต่ถ้าไม่มีคนสนับสนุนคอยให้กำลังใจ

ถ้าเกิดมันหมดไฟกลับไปเป็นเด็กซ่าอย่างเดิม ไอ้ผมสิจะต้องมาปวดหัว ยังไงก็เทคแคร์มันหน่อยล่ะกัน

“ตกลงจะให้มารับม่ะ?”
“ไม่ต้องก็ได้ เดี๋ยวกลับเองดีกว่า เฮียไม่ต้องมารับหรอก”
“แน่ใจนะว่าไม่ให้มารับอ่ะ?”
“แน่ดิ...ผมโตแล้วนะ แค่นี้ผมดูแลตัวเองได้อยู่หรอกน่า”
ถึงจะพูดว่าโตแล้ว แต่ผมก็ยังอดห่วงมันไม่ได้ คงด้วยนิสัยความเป็นพี่ชายที่แสนดีที่มันติดตัวผมมานาน

ถึงไอ้ต้าร์จะไม่ใช่น้องแท้ๆก็เหอะ
“เออ...ตามใจ งั้นไปนะ”
“อื้ม” มันตอบมาสั้นๆ พร้อมโบกมือไล่ผมหยอยๆ ก่อนที่จะแยกไปยังจุดหมายของใครของมัน

 

 

ผมขับรถไปที่คณะ รอตรงจุดนัดใต้ต้นมะม่วงเพื่อไปเจอกับพวกเพื่อนตัวแสบทั้งหลาย นัดกันไว้ซะดิบดี

 แต่เข้าไปตรงที่นัดกัน ก็ไม่ยักเห็นเงาหมาสักตัว สรุปเป็นผมคนเดียวที่ตรงเวลา


“เอ๋า! ไรวะ กรูมาก่อนอีกล่ะ พวกเชี้ยนี่ชอบมาสาย เจริญ!”

บ่นกับลมกับฟ้าไปงั้น ยังไงก็ต้องได้รอพวกเพื่อนเอี้ยๆอยู่ดี งานเลี้ยงกินฟรีมีเหรอจะอดทนรออีกหน่อยไม่ได้

(นิสัยงกมันอยู่ในสันดานครับ)


กว่าพวกเพื่อนๆผมมันจะมา ก็ปล่อยให้ผมนั่งรอมันอยู่หลายสิบนาที

พอพวกมันเจอหน้าผมก็ทักทายกันปกติจะมีแค่ไอ้ตัวนึงนี่แหล่ะมาสายสุดแถมยังปากชิสุ ไอ้เรื่องแซวเรื่องพูดกวน ยกให้มัน!

“อ้าว! ไอ้แม็ก มารอนานแล้วเหรอวะ แล้วไอ้กายคู่ขาเมิงล่ะ ไม่มาด้วยเหรอ?”


มาสายแล้วยังจะปากหมาอีก แมร่ง!เห็นผมกับไอ้กายไปไหนด้วยกันบ่อยๆ
มันก็ยัดเยียดความเป็นคู่ขาให้ผมซะแล้ว

“ไอ้หมาต้น เมิงหุบปากเลย เชี้ย! ไอ้กายมันไปกับเมียมันโน่น ไม่เกี่ยวกับกรู! ปากหมาๆแบบนี้เดี๋ยวกรูยัดเยียดความเป็นผัวให้เมิงซะหรอก”

“ตะเองจะเป็นผัวเค้าเหรอ? อ่ะๆก็ได้แต่แค่ทีเดียวนะ เค้ากลัวเจ็บ”


แทนที่มันจะกลัว กลับหันตรูดส่ายดิ๊กๆมาหาผมซะอีก ได้!เดี๋ยวป๋าจัดให้สักดอก ผมเงื้อเท้าเตะตรูดไอ้ต้นไปที

มันรู้ทันหุบตรูดหลบฝ่าเท้าผมไปแบบฉิวเฉียด

“เค้าเปลี่ยนใจแล้ว เค้าไม่ให้ตะเองเป็นผัวเค้าหรอก เลี้ยงเมียด้วยลำแข้งแบบเนี้ย  เราเลิกกัน!!”
ได้ทีละมันแซวหนัก เพื่อนๆก็หัวเราะหนุกหนานกันไป แต่ผมก็ไม่ได้ถือสา ถือว่าฮาๆกันไป

มูลเหตุของการที่ไอ้ต้นมันแซวผมแบบนี้ก็เพราะไอ้กายน่ะแหล่ะ พอมันผ่านด่านแม่กับพี่มันได้

คราวนี้ก็มั่นใจพูดประกาศตัวเองว่ามีแฟนเป็นผู้ชายได้แบบไม่แคร์สื่อ เพื่อนๆในคณะยังเหวอว่ามันป่วงๆบ้าๆแบบนี้ยังเป็นเกย์ได้ แล้วมันก็ชิ่งมาหาผมด้วยในฐานะที่เป็นเพื่อนสนิทมัน ก็โดนเหล่ว่าจะเป็นเหมือนไอ้กายด้วยรึเปล่า

แล้วผมจะให้ทำไงล่ะ! ก็ต้องทำเฉยไว้ ขืนโวยวายมากจะหาว่าร้อนตัว สู้เอาสงบสยบความเคลื่อนไหวดีกว่า

ใครจะพูดจะแซวก็ช่างมัน เพราในตอนนี้ผมกับเดียร์ก็ได้คบกันจริงๆจังๆแล้ว ไอ้การโดนมองว่าผมเป็นเกย์ก็ตกไป เพราะสาวสวยดีกรีดาวคณะที่มาคบกับผมก็เป็นเครื่องการันตีในตัวอยู่แล้วว่าผมไม่ได้เป็นเกย์

“เดียร์จะมาด้วยมั้ยวะ?” ไอ้เอ็ดมันถาม เพราะเห็นว่าผมกับเดียร์คบกันแล้ว
“หึ๊!ไม่ว่ะ บอกทำธุระกับแม่ที่บ้าน แล้วเมิงจะมาถามหาแฟนกรูทำไมสาด!”
“กล้าพูดเนาะ...แฟน! เค้าบอกเมิงแล้วเหรอว่าเป็นแฟนเมิงน่ะ เดียร์เค้ายังเคยคุยกะกรูเลยว่าแค่ขั้นดูใจกะเมิงเอง”

 

“ผู้หญิงเค้าก็พูดกันแบบนั้นแหล่ะ รักษาภาพพจน์แบบดาราไง ยังไงก็แปลว่าเป็นแฟนกันแล้ว แล้วกรูก็มั่นใจด้วยว่าเดียร์ชอบกรูจริงๆ” ถ้าไม่พูดแบบนี้มีหวังไอ้พวกนี้มาตามจีบตามตอแยแหงมๆ
“มั่นใจ๋?” อะไรอีกวะ จะวุ่นวายกะกรูไรนักหนา

“เออ! ถ้าไม่เชื่อเดี๋ยววันไหนเดียร์มากรูจะจูบโชว์ซะเลย จะได้ไม่คาใจเมิงอีก เอามั้ยล่ะ”
“ไอ้ห่า! ข่มเพื่อน ไม่ต้องพูดมาก มาครบกันทุกคนแล้วนิ งั้นไปกันได้ล่ะ”

ที่พวกเรามารวมตัวกันที่คณะ เพราะอาจารย์เรียกตัวมาใช้งาน เห็นว่าจะให้ไปจัดของอะไรสักอย่างนี่แหล่ะ แต่ที่ผมมาก็เพราะอาจารย์พูดว่าเสร็จงานจะเลี้ยงข้าวนี่แหล่ะ งานนิดหน่อยกับอิ่มท้องไปมื้อนึง มีเหรอจะพลาด


สถานที่ที่เราจะไปทำงานช่วยอาจารย์นั้นเป็นโรงแรม 4 ดาวแห่งหนึ่งใกล้ๆมหาลัย

อาจารย์ที่คณะจัดงานสัมมนา ตกเย็นด้วยการเลี้ยงรองรับผู้เข้าสัมมนา

หน้าที่พวกเราคือจัดเวทีและจัดเอกสารสำหรับแจกแขกที่จะมาในงานเลี้ยงนั้น

ส่วนค่าตอบแทนที่ได้คือ ได้โต๊ะจีนมาสองโต๊ะ จากนั้นก็แล้วแต่ท่านนิสิต 6 คน ที่มาช่วยงานว่าจะมีปัญญากินหมดทุกอย่างทั้งสองโต๊ะรึเปล่า


 
เวลาผ่านไปเกือบ1 ทุ่ม

 

หลังจากที่พวกผมกับเพื่อนทำหน้าที่ต้อนรับแขกและแจกเอกสารเสร็จแล้วก็ถือโอกาสมานั่งโต๊ะรอสวาปามกันให้หนำใจ

 

แต่ก็อย่างว่า 2 โต๊ะ กับ6 คน ยังไงอาหารมันก็เยอะไป เสียดายของถ้ากินไม่หมด

ต่างคนก็เลยโทรไปชวนเพื่อนชวนแฟนกันมากินด้วย ผมจะชวนแฟนเค้าคงไม่มา

ส่วนเพื่อนคือไอ้กายก็ไม่ได้มีชีวิตอยู่แถวๆนี้ซะด้วย เออ...ไอ้ต้าร์ไง ไม่รู้ว่ามันกลับรึยัง ว่าแล้วก็โทรชวนสักหน่อย

“โหล...ต้าร์ เอ็งกลับห้องยัง?”
“กำลังจะกลับ เฮียมีไรเหรอ?”
“พอดีเลย! งั้นอย่าเพิ่งกลับ เอ็งรอที่หน้าสำนักวิทยฯนั่นแหล่ะ  เดี๋ยวไปรับ”
“.....อ...อื้ม แล้วไม่ได้ไปกินเลี้ยงกับเพื่อนเหรอ?”
“ก็กินดิ แต่อยู่เนี้ยของกินเยอะ เลยชวนเอ็งมากินด้วยนี่แหล่ะ”
“สรุป...ให้ไปช่วยทำลายหลักฐาน ว่างั้น?”
“ประมาณนั้น รอยู่นั่นแหล่ะ 10 นาทีก็ถึง”
“ครับ”
เวลาที่มันพูดเพราะๆเนี้ย ไม่รู้ทำไมผมว่าเป็นช่วงที่มันน่ารักที่สุด


อย่างว่า...ผมเป็นคนสร้างมันให้เป็นคนแบบนี้มากับมือ จะไม่ให้เอ็นดูมันหน่อย พาไปกินข้าว ดูหนัง อะไรบ้างก็พอเป็นกำลังใจให้มันไม่ท้อ ยิ่งพักนี้มันพยายามทำเกรดเพราะสอบมิดเทอมอยู่ ผมก็ยิ่งเอาใจมันใหญ่ ถ้ามันประสบความสำเร็จก็พอจะอ้างได้ว่าเป็นเพราะการสนับสนุนจากผม

 

ผมขับรถไปรับไอ้เด็กแว่นถึงที่ หน้าแนวๆกับแว่นหนาๆก็เดินขึ้นรถอย่างว่าง่าย
“ไง...ได้อะไรมามั่ง อยู่ตั้งแต่บ่ายยันค่ำ โหมหนักไปป่ะ?”
“ก็มันจะสอบนิ พื้นฐานน้อยอย่างผม ก็ต้องอ่านให้เยอะหน่อย”
“อย่าให้หนักนัก เอาให้มันพอดีๆก็พอ ดูเอ็งดิ ซูบไปหน่อยป่ะ?” พักนี้ผมว่ามันผอมลงไปมาก ทั้งที่ปกติก็ผอมอยู่แล้ว
“ไม่มั้ง? ผมก็ว่าธรรมดานิ”
“ไม่เม่ย อะไร ผอมลงสิ งั้นดีล่ะ วันนี้เอ็งกินให้เยอะเลย ของฟรีอยู่แล้ว กินไม่ต้องยั้งเลย”
“ถ้าไม่ใช่ของฟรี เฮียคงไม่บอกผมแบบนี้แหง”
“เฮ้ย!ไอ้บ้า ถึงกรูจะงก แต่ก็ไม่ได้หน้าเลือดนะโว้ย พูดมาก! พูดซะกรูเสีย”
“แล้วจะไปกินที่ไหน?”
“โรงแรมM อาจารย์จัดโต๊ะจีนให้ กินกะเพื่อนๆกรูนะ”
“อ๋อ...ถ้าเป็นเพื่อนเฮียก็ไม่เป็นไร นึกว่า...” มันทำหน้ายิ้มๆ เหมือนคิดอะไรอยู่ในใจ
“นึกว่าไร?”
“หึ๊! ไม่มีไร”
หืม?...อะไรของมัน....ช่างเหอะ ไม่อยากสนใจเท่าไหร่


ถึงโรงแรมก็มุ่งตรงไปในห้องจัดเลี้ยงทันที พวกเพื่อนๆทั้งเก่าทั้งสมทบก็เริ่มลงมือกินกันแล้ว แต่มันก็รุมกันอยู่โต๊ะเดียว ส่วนอีกโต๊ะนึงก็นั่งกินกันอยู่แค่ 3 คน ก็เป็นพวกที่ตามมาสมทบนั่นแหล่ะ มีแฟนไอ้ต้นด้วยหนึ่งในนั้น
“เกือบมาไม่ทันซะแล้ว ดูไอ้พวกนี้ดิ ปอบลงชัดๆ” เห็นจากสภาพของจานอาหารที่เหลือแค่ลายประดับจานของโรงแรม แถมกินเสร็จแล้วดูท่าจะว่างมากคุยโขมงโฉงเฉง ฆ่าเวลารอให้จานต่อไปมาเสริ์ฟ

“ดีนะที่โต๊ะนี้มีผู้หญิงนั่งด้วยไม่งั้นก็คงโต๊ะวายไปชัวร์ ไง! นู๋นิด มาได้ไงเนี้ย แล้วไอ้ต้นไปไหนล่ะ” ผมเข้าไปทักทายกับแฟนไอ้ต้น แต่ไม่เห็นไอ้ต้นนั่งอยู่ด้วย
“ไปห้องน้ำน่ะแม็ก คงแอบไปสูบบุหรี่เหมือนเดิม เอ้าๆนั่งก่อน นี่เพิ่งเริ่มกินไปได้นิดเดียวเอง”
ผมกับไอ้ต้าร์ไปนั่งที่เก้าอี้ข้างๆกัน แล้วแนะนำให้นู๋นิดได้รู้จักกันกับไอ้ต้าร์ เพราะสองคนนี้ยังไม่เคยพบกัน

“น้องของแม็กนี่น่ารักดีนะ ว่าแต่อยู่ ม.ไหนแล้ว? แล้วจะมาเรียนต่อที่มหาลัยพี่ด้วยป่ะ?” นู๋นิดเห็นจะสนไอ้ต้าร์พอดู ก็หน้าแนวๆออกเกาหลีของมัน คงทำให้ผู้หญิงสนใจมันไม่น้อย
“ม.6 แล้วครับ ก็คงจะเรียนต่อที่นี่แหล่ะ ตอนนี้แค่ลงคณะมนุษย์ฯไปก่อน เอาให้ชัวร์ว่าชอบเรียนไรแน่ก่อนค่อยว่ากันอีกที”
แต่ไอ้ต้าร์ก็ตอบคำถามไปด้วยสีหน้าเรียบเฉยเหมือนไม่ค่อยสนใจกับเพื่อนใหม่นัก คงจะยังไม่คุ้นกะใครง่ายๆ  ส่วนผมก็ไม่ปล่อยปากตัวเองให้ว่างนานนัก ตักนั่นตักนี่กินสบายใจกับของฟรีในโรงแรมหรูของมื้อนี้
 
สักพักไอ้ต้นก็เข้ามานั่งร่วมโต๊ะด้วย กลิ่นบุหรี่ติดเสื้อผ้ามันออกมา นู๋นิดพูดไว้ไม่ผิดเชียว
“งาย...น้องต้าร์มาด้วยเหรอ เต็มที่เลยนะไม่ต้องเกรงใจ” ไอ้ต้นมันก็ทักทายไอ้ต้าร์ตามประสาคนเคยพบกัน พอมาครบกันทุกคนแล้วเราก็กินอาหารทั้งพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน การกินข้าวเย็นวันนี้ของผมเกือบจะเพอร์เฟคแล้ว ขาดแค่สาวมานั่งข้างกายแค่นั้น ได้แต่น้องมานั่งข้างแทนไปก่อน ทำไงได้ เดียร์เค้าไม่ว่างนิ

กินไปเรื่อยจนจะถึงอาหารอย่างสุดท้ายแล้ว คือของหวานตามเสต็ป ผมกินมาเยอะแล้วพอจะถึงอย่างสุดท้ายก็ไม่ไหวแล้วล่ะ
“เฮีย จะเอาสักถ้วยป่ะ ตักให้”
“ไม่ไหวแล้ว อิ่มแล้ว เอ็งกินเหอะ”
“งั้นผมจะกินส่วนของเฮียล่ะกัน” ว่าแล้วมันก็ตักผลไม้ลอยแก้วใส่ถ้วยของมันจนเต็ม ทำสีหน้าดี๊ด๊า ดูท่าจะชอบใจกับของหวานที่เป็นของชอบของมัน
“เฮ้ยๆ เกรงใจหน่อย ถึงกรูไม่กินแต่คนอื่นเค้ากินอยู่นะโว้ย”
“ไม่เป็นไรหรอก ให้น้องมันกินเหอะ เด็กมันกำลังโต”
“ใช่ม่ะครับ...เห็นมั้ยเฮีย ตอนนี้ผมอยู่ในวัยกำลังกินกำลังนอน เฮียมาขัดใจเดี๋ยวผมไม่โตจะว่าไง”
“ ทะลึ่งล่ะไอ้ต้าร์ กินๆไป พี่เค้าให้เอ็งแล้ว กินให้มันหมดแล้วกัน”
“ส.บ.ม.อยู่แล้ว” หน้าตาทะเล้นกับรอยยิ้มที่คุ้นเคยโผล่มาให้ได้เห็นอีกครั้ง เพราะพักหลังผมเห็นมันทำหน้าเครียดๆภายใต้แว่นตาหนาๆมานานล่ะ แต่ยังไงผมก็ชอบเวลาที่มันทำหน้าตากวนๆมากกว่าหน้านิ่งๆ อย่างน้อยมันก็ดูมีชีวิตชีวากว่ากันเป็นไหนๆ

ไอ้หนูมันก็ตักกินของหวานซรวบๆเพลินอยู่คนเดียว ดูมันกินท่าทางมีความสุขมาก แต่สงสัยจะอร่อยจัดเล่นกินจนไหลเลอะปากเลอะคางเปื้อนไปหมด
“เอ้าๆ เปื้อนหมดแล้ว กินยังกะเด็กๆ ไหนบอกว่าโตแล้ว เอ้า!หันมาจะเช็ดให้” เห็นเลอะๆก็อดไม่ไหว ผมเลยหยิบทิชชู่มาเช็ดปากให้มัน
“อื้อ!...ไม่ต้อง เดี๋ยวเช็ดเอง ผมอายเป็นนะ” พอผมทำท่าจะเช็ดให้ ไอ้ต้าร์ก็หลบไม่ยอมให้เช็ด
“กินมูมมามไม่อาย แค่จะเช็ดปากให้ล่ะทำหน้าบาง อย่าเรื่องมาก หันมา!”
ผมกุมหัวมันให้อยู่นิ่งๆมืออีกข้างก็จับทิชชู่เช็ดปากให้ พอเช็ดให้เสร็จ ปากเล็กๆกับหน้าแหลมๆของมันจู่ๆก็แดงขึ้น
หึ!ไอ้เด็กผี ทีแบบนี้ทำอาย หลังๆมาอะไรนิดๆหน่อยๆมันก็หน้าแดง จะว่าไงดี ดูมันแบ๊วๆขึ้นตั้งเยอะ ผมว่าไอ้ต้าร์มันมีความเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง จนบางครั้งผมก็รู้สึกได้ถึงปฏิกิริยาแปลกๆ ผมก็อธิบายไม่ถูกว่าปฏิกิริยาที่ว่านั้นมันหมายความว่ายังไง แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกไม่ดีอะไร เลยผ่านๆไปไม่ได้ใส่ใจเท่าไหร่

ไอ้ต้นมองผมเช็ดปากให้ไอ้ต้าร์ตาปริบๆ ด้วยนิสัยมันที่ชอบพูดตามที่คิด แล้วมันก็โผล่งออกมา
“ดูแลน้องเมิงเกินไปแล้วมั้ง ไอ้แม็ก”
“แล้วเป็นไง เมิงก็มีน้องเมิงไม่เคยทำให้แบบนี้เรอะไง” ผมก็ว่าผมไม่ได้ทำอะไรเกินไปซะหน่อย ดูแลน้องเล็กๆน้อยๆ มันจะเป็นอะไรไป

“หึ๊! ไม่เค๊ย ไม่เลยสักครั้ง”  ทำไมไอ้ต้นมันตอบแล้วต้องทำสีหน้าแปลกๆด้วย? เอ้อ....ไอ้เพื่อนบ้านี่ คิดอะไรของมันก็ไม่รู้ แต่ที่น่าอารมณ์เสียคือมันหันไปกระซิบอะไรกับแฟนมันสักอย่าง นินทากรูอยู่ป่าววะ? ช่างเหอะ จะคิดจะว่าอะไรก็เรื่องของมัน....


กินจนอิ่มหนำสำราญดีแล้ว แต่ก็ใช่ว่าจะกลับได้ ก็ต้องรอให้แขกเลิกจากงานเลี้ยงจนหมดซะก่อน เพราะหน้าที่ของเรานอกจากมากินแล้วยังต้องคอยเก็บอุปกรณ์หลายๆอย่างของอาจารย์กลับไปคณะด้วย ไอ้ด้วยที่ผมมีรถส่วนตัว อาจารย์เลยเรียกใช้คนแรก มาก่อน ทำงานก่อน แต่กลับทีหลัง ก็พอจะเป็นการเอาใจอาจารย์ให้เขียดเกรดดีๆให้ผมได้บ้างล่ะ

ผมบอกให้ต้าร์นั่งรอไปก่อน ก็กว่าจะเก็บของเสร็จภายในห้องจัดเลี้ยงก็เหลือแค่ผมกับมันแค่สองคนแล้ว
“ต้าร์เป็นไง รอนานม่ะ?”
“ไม่นิ รอไหว อืม....ว่าแต่เฮียจะกลับหอเลยม่ะ? อยากให้พาไปที่ที่นึงหน่อยอ่ะ”
“ไปไหน?”
“สนามกีฬาโรงเรียนผมอ่ะ ได้ม่ะ?”
“อ่า...ก็ได้ ว่าแต่ไปทำไม?”
“เดี๋ยวไปถึงก็รู้เอง ป่ะๆไปกัน” ไอ้ต้าร์ที่กำลังอารมณ์ดี ก็ดึงมือผมไปที่รถ ไม่รู้ว่ามันจะทำอะไรตอนนี้ที่สนามโรงเรียน แต่ก็รับปากแล้ว ผมก็เลยต้องจำใจพามันไปอย่างที่บอก

 

...............

“แล้วเอ็งจะมาทำอะไรที่นี่ จะสี่ทุ่มอยู่แล้วนา....”
“ตามมาเหอะ ถึงที่แล้วจะบอก”
มาถึงโรงเรียนยามดึก บรรยากาศของโรงเรียนก็ดูวังเวงอย่างบอกไม่ถูก แต่ไอ้ต้าร์กลับดูร่าเริงเกิน เดินแกมวิ่งนำไปปล่อยให้ผมเดินตามอยู่ต๊อกๆ

“เฮ๊ยยยยย! จะวิ่งไปไหน? เอ็งจะมาทำด๋อยอะไรตอนค่ำแบบนี้ว๊า.....” ยิ่งเรียกมันก็ยิ่งเดินลิ่วๆออกห่าง จนผมต้องได้วิ่งตามมันไปอย่างช่วยไม่ได้
มันพาผมเดินเข้าไปกลางสนามของโรงเรียน หญ้าในสนามได้รับการดูแลอย่างดี เหยียบลงไปทีก็นุ่มเท้ายังกะสนามที่ใช้แข่งกีฬาใหญ่ๆ บรรยากาศโดยรอบดูมืดไปหมด เหลือแต่แสงไฟที่ติดพนังอาคารเรียนแต่ก็อยู่ไกลพอดู แสงที่ส่องมาถึงสนามก็เลยน้อย ยิ่งเงียบๆไม่มีใครอยู่แบบนี้ก็อดให้นึกถึงเรื่องผีๆสางๆไม่ได้ ยิ่งอยู่ในโรงเรียนแบบนี้เรื่องเล่าแนวนี้มันก็เยอะซะด้วยสิ ไอ้ผมมันพวกจินตนาการเก่ง ถ้าเกิดว่ามีอะไรออกมาอย่างที่คิดล่ะก็คงวิ่งป่าราบไม่เหลียวหลังเลย

ตุ๊บ!!!
“เฮ้ย! อะไรวะ?”
จู่ๆไอ้ต้าร์ก็เหมือนล้มฟุบนอนแผ่อยู่กลางสนามซะงั้น รึผีเข้ามันวะ? เฮ้ย!ไม่เอานะเว้ย กรูยิ่งเสียวๆอยู่

 “เฮ๊ย!ไอ้ต้าร์ เมิงเป็นไร? เฮ๊ย!!พูดกับกรูดิเฮ้ย!!”
ผมวิ่งไปดูมันขณะที่มันนอนแผ่หราอยู่กลางสนามหญ้า ในใจก็หวั่นๆเพราะคิดเตลิดไปไกลแล้วว่า ผีมันเล่นไอ้ต้าร์แล้วมั้ยล่ะ เอาไงดีกลัวก็กลัว แต่จะทิ้งมันไปก็ไม่ใช่ที่ ทำใจกล้าเข้าไปดูอาการมันซะก่อน
“เฮีย...ไม่ได้เป็นไรซะหน่อย แค่อยากนอนเฉยๆ”
มันยังพูดได้เว้ย แสดงว่าไม่ได้ผีเข้า โล่งอก
“อ้าว! ไอ้บ้านี่! อยู่ดีๆอยากมานอนกลางสนามทำไมว่ะ... เอ้อ! คิดจะทำอะไรวะ ไม่เอาล่ะกลับๆ” ผมรู้สึกหงุดหงิดหน่อยๆที่โดนไอ้ต้าร์พามาทำเรื่องไร้สาระ ผมผละออกมาทำท่าว่าจะเดินหนี แต่ก็โดนไอ้ต้าร์ดึงแขนเสื้อเอาไว้
“เฮียนั่งลงก่อนดิ  ที่มาเนี้ยมีเหตุผลนะ”
“เหตุผลอะไรของเมิง...เอ้า! ก็ได้ ไหนๆก็หลวมตัวตามมาถึงนี่แล้วนิ!”
ผมยอมนั่งลงข้างๆไอ้ต้าร์อย่างจำใจ ไม่มีอะไรจะทำหลังจากนี้แล้วด้วย มันจะพามาทำด๋อยอะไรก็แล้วแต่จะจัดการแล้วกัน

“เฮีย...”
“อะไร?”
“รู้มั้ย วันนี้แตกต่างจากวันอื่นตรงไหน?”
“วันพระมั้ง! เอ็งถึงได้บ้าออกมานอนกลางสนามแบบนี้ได้”
“ไม่ช่าย! จะบ้าเหรอ คิดพิลึกน่ะเฮีย คิดให้มันธรรมดากว่านี้หน่อยได้ป่ะ”

“ไม่คิดแล้ว บอกมาเลยดีกว่า” ท่าจะบ้า! มานอนกลางสนามแล้วยังจะมาเล่นทายวันอีก คิดอะไรของมันวะ!ไอ้เด็กบ้านี่

“งั้นใบ้ให้ก็ได้ เฮียว่าผมอายุเท่าไหร่แล้ว?” มันลุกขึ้นมานั่งจ้องหน้าผมเป๋ง สีหน้ามันดูลุ้นว่าใบ้ให้ขนาดนี้แล้วจะทายถูกรึเปล่า
“หืม?...อย่าบอกนะว่าวันเกิดเอ็งน่ะ?” ผมก็คลับคล้ายคลับคลาว่ามันเคยบอกว่าเกิดเดือนนี้  ถึงว่า...มันคะยั้นคะยอให้ผมทายจัง

มันยิ้มกว้างออกทันที แววตาเป็นประกาย ดูดีใจยังกะถูกหวย

 “ถูก! วันนี้เป็นวันเกิดผมเอง”


+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

edit @ 25 May 2010 14:33:27 by boyplus

BOY PLUS นายกาย ไอ้ตี๋หล่อ!

posted on 24 May 2010 16:34 by ota-oak

 

คั่นนิยายด้วยภาพวาดที่นานๆจะได้วาดทีแล้วกันครับ

 

 

 

 

 

 

 

เป็นภาพที่ใช้เวลาในการวาดอยู่ 2 วัน

ลงสีในPhotoshop กับเม้าท์หนู ก็ยังไม่ดีนักนะครับ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เอาไว้ดูแก้ขัดยามที่คิดถึงนิยายไปก่อนนะครับ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

"อ๊ะ!ๆ อย่ามาตกหลุมรักผมนะครับ ผมมีแฟนแล้วคร้าบบบบบบ!"

 

 

edit @ 25 May 2010 11:10:11 by boyplus